Oops! It appears that you have disabled your Javascript. In order for you to see this page as it is meant to appear, we ask that you please re-enable your Javascript!

ถึงเวลาซื้อหุ้นโรงพยาบาล BDMS-BCH-CHG เด่น

HoonSmart.com>>”บล.เอเซียพลัส-โรงพยาบาลจุฬารัตน์” เห็นลูกค้ามาใช้บริการเพิ่มขึ้นในเดือนพ.ค. สะท้อนธุรกิจผ่านจุดต่ำสุดแล้ว บล.ยูโอบี แนะเล่นหุ้นได้ประโยชน์จากประกันสังคม ชู BCH-CHG ส่วนบล.ดีบีเอสฯ ยกหุ้น BCH คาดปีนี้กำไรโต 3% ปีหน้า 9% เป็นโรงพยาบาลหลักตรวจโควิด-19 รายได้ประกันสังคมเพิ่ม ลดรายจ่าย  ลงทุนเพิ่มโรงพยาบาลปี 63-65

ฝ่ายวิจัยบล.เอเซีย พลัส (ASPS) ออกบทวิเคราะห์การลงทุนในเดือนมิ.ย. 2563 ส่งสัญญาณว่าได้เวลากลุ่มการแพทย์ เพราะแรงกดดันในครึ่งปีแรก ส่วนใหญ่สะท้อนในราคาหุ้นไปมากแล้ว ลดลง 16% สถานการณ์โควิด-19 ที่เริ่มคลี่คลาย ทำให้รายได้จากผู้ป่วยไทยน่าจะผ่านจุดเลวร้ายที่สุดแล้ว เมื่อเห็นการฟื้นตัวในเดือนพ.ค.เทียบกับเดือนเม.ย. และเห็นสัญญาณการฟื้นตัวในครึ่งปีหลังชัดเจน

ส่วนคำแนะนำการลงทุนให้น้ำหนักกลุ่มเท่าตลาด เลือกบริษัท กรุงเทพดุสิตเวชการ( BDMS) เป็นหุ้นเด่น พื้นฐานแกร่งและราคาที่ปรับตัวขึ้นช้ากว่าตลาด ให้ราคาเป้าหมาย 23.80 บาท รองลงมา เลือก บริษัท บางกอก เชน ฮอสปิทอล (BCH) ราคาเหมาะสม 18.70 บาท จากแนวโน้มกำไรที่ยังประคองตัวได้ท่ามกลางแรงกดดัน และแนะนำเก็งกำไร บริษัท โรงพยาบาลบำรุงราษฎร์ (BH) ราคาเป้าหมาย 105.50 บาท น่าจะได้รับผลเชิงจิตทยา จากการเปิดให้สามารถเดินทางระหว่างประเทศได้ในอนาคตอันใกล้

บล.เอเซียพลัสคาดหวัง BDMS ฟื้นตัวเร็วและแรงกว่าโรงพยาบาลอื่น  เมื่อพิจารณาจากโรงพยาบาลที่รับผู้ป่วยเงินสดและชาวต่างชาติสูง ฟื้นตัวได้โดดเด่นจากฐานที่ต่ำ ทั้ง BDMS ,BH และ PR9  ที่สำคัญ BDMS ยังมีกลุ่มลูกค้าที่มีประกันและสัญญาบริษัทสูงด้วย  นอกจากนี้กลุ่มโรงพยาบาลประกันสังคมอย่าง BCH และ CHG ได้รับผลกระทบจำกัดกว่า โดยฝ่ายวิจัยยังคงประมาณการกำไรของกลุ่มในปี 2563 ลดลง 22.4% อยู่ที่ 1.3 หมื่นล้านบาท ยังแกร่งกว่ากำไรตลาดที่คาดจะลดลง 27.5% ในปีนี้

พญ.ชุติมา ปิ่นเจริญ รองกรรมการผู้จัดการ บริษัท โรงพยาบาลจุฬารัตน์ (CHG) เปิดเผยว่า ภาพรวมกลุ่มโรงพยาบาลเริ่มเห็นสัญญาณผู้ป่วยที่เข้ามารักษาเพิ่มขึ้น หลังจากคลายมาตรการล็อกดาวน์ ส่งผลให้ครึ่งหลังของปี 2563 จะมีลูกค้าเพิ่มขึ้น โดยเฉพาะในไตรมาส 3 และต่อเนื่องถึงไตรมาส 4 นอกจากนี้ ตัวเลขของผู้ป่วยประกันสังคมเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ โดย ณ วันที่ 1 พ.ค. ผู้ป่วยประกันสังคมเพิ่มขึ้นประมาณ 3% คาดว่าทั้งปียังเติบโตได้มากขึ้นอย่างต่อเนื่อง ส่วนไตรมาส 2 ได้รับผลกระทบในช่วงเดือนเม.ย. บริษัทฯได้ลดต้นทุนและค่าใช้จ่ายที่ไม่จำเป็นลงแล้ว

สำหรับงบลงทุนที่วางไว้ 300-500 ล้านบาท อาจจะมีการชะลอตัวลงไปบ้าง ตามผลกระทบโควิด-19 แต่ยังเดินหน้าตามแผนที่วางไว้ในทั้ง 2 โครงการ

นายกิจพณ ไพรไพศาลกิจ ผู้อำนวยการฝ่ายวิเคราะห์และนักกลยุทธ์ บล. ยูโอบี เคย์เฮียน (ประเทศไทย) เปิดเผยว่า กลุ่มโรงพยาบาลได้รับผลกระทบไปพอสมควร จากไวรัสโควิด-19 ส่งผลให้เงินสดและกำลังซื้อลดลง รวมถึงการระมัดระวังการเข้าไปรักษาในโรงพยาบาล ทั้งผู้ป่วยในประเทศ และผู้ป่วยต่างประเทศ ที่ยังไม่สามารถเดินทางเข้ามารักษาในประเทศไทย

สำหรับการลงทุนแนะนำเลือกหุ้นรายตัว ในกลุ่มที่ได้ประโยชน์จากผู้ป่วยประกันสังคม มีรายได้ต่อหัวเพิ่มขึ้น และผู้ป่วยในประเทศ แนะนำหุ้น BCH ราคาเป้าหมายที่ 18.50 บาท และ CHG ราคาเป้าหมายที่ 2.90 บาท

ด้านนายณัฐพล คำถาเครือ ผู้อำนวยการฝ่ายวิเคราะห์หลักทรัพย์ บล.หยวนต้า (ประเทศไทย) กล่าวว่า กลุ่มโรงพยาบาลมีผลประกอบการไตรมาส 2/2563 ไม่ดีมากนัก สัญญาณครึ่งปีหลังเริ่มดีขึ้น ซึ่งปกติจะมีผู้ป่วยมากที่สุดของปี รวมถึงการฉีดวัคซีนป้องกันโรคไข้หวัด ส่วนแนวโน้มผู้ป่วยต่างชาติ ยังไม่กลับมาดีมาก ให้หุ้น BCH แนวต้านที่ 15 บาท และแนวรับที่ 14 บาท

นางอาภาภรณ์ แสวงพรรค ผู้อำนวยการบริหาร ฝ่ายวิจัยหลักทรัพย์ บล. ดีบีเอส วิคเคอร์ส (ประเทศไทย) กล่าวว่า ฝ่ายวิจัยให้ราคาพื้นฐานหุ้น BCH ที่ 17 บาท คาดว่ากำไรในไตรมาส 2/2563 อาจไม่ได้แย่อย่างที่กังวล จาก 3 ปัจจัย ได้แก่ 1.บริษัทเป็นโรงพยาบาลหลักในการให้บริการตรวจโควิด-19 สามารถตรวจได้ 1,000-2,000 ตัวอย่างต่อวัน 2. ประกันสังคมเพิ่มรายได้ต่อหัว และ3.บริษัทลดค่าใช้จ่ายในการดำเนินงาน คาดว่าในปีนี้ยังโตได้ 3% และขยายตัว 9% ในปีหน้า

ทั้งนี้ ณ วันที่ 22 พ.ค. บริษัทได้ตรวจโควิดไปแล้ว 9 หมื่นตัวอย่าง คิดเป็น 24% ของทั้งหมดที่ 3.75 แสนตัวอย่าง คาดว่าจะช่วยสร้างกำไรในไตรมาส 2 จำนวน 47 ล้านบาท โดยรัฐบาลมีงบประมาณตรวจโควิด 3,500 ล้านบาท สำหรับการตรวจ 1 ล้านตัวอย่าง

สำหรับการขยายโรงพยาบาลในปี 2563-2565 บริษัทมีงบลงทุนรวม 3,400 ล้านบาท ในปีนี้ลงทุนที่จังหวัดอรัญประเทศ ขนาด 90 เตียง ปลายปีหน้าจังหวัดปราจีนบุรี 115 เตียง และต้นปี 2565 เพิ่มอีก 254 เตียงที่เวียงจันทร์ ผลักดันการเติบโตในระยะยาว