Oops! It appears that you have disabled your Javascript. In order for you to see this page as it is meant to appear, we ask that you please re-enable your Javascript!

BANPU พลิกขาดทุน Q2/63 กว่า 2.5 พันลบ.

BANPU พลิกขาดทุน Q2/63 กว่า 2.5 พันลบ.

HoonSmart.com>> “บ้านปู” ขาดทุนไตรมาส 2/63 จำนวน 2,514 ล้านบาท จากงวดปีก่อนกำไร 138 ล้านบาท รายได้ลดลง 29% พิษ COVID-19 ทำธุรกิจเชื้อเพลิงถ่านหิน น้ำมันและก๊าซธรรมชาติล้นตลาด ได้ธุรกิจโรงไฟฟ้าหนุน ด้านเงินบาทแข็งฉุดขาดทุนค่าเงิน

บริษัท บ้านปู (BANPU) เปิดผลผลการดำเนินงานไตรมาสที่ 2/2563 พลิกขาดทุนสุทธิ 2,514.39 ล้านบาท ขาดทุนต่อหุ้น 0.495 บาท จากงวดเดียวกันของปีก่อนกำไรสุทธิ 137.77 ล้านบาท กำไรต่อหุ้น 0.027 บาท

ส่วนงวด 6 เดือน ปี 2563 ขาดทุนสุทธิ 801.72 ล้านบาท ขาดทุนต่อหุ้น 0.158 บาท จากงวดเดียวกันของปีก่อนกำไรสุทธิ 1,042.85 ล้านบาท กำไรต่อหุ้น 0.202 บาท

บริษัทฯ มีรายได้ไตรมาส 2/2563 จำนวน 518 ล้านเหรียญสหรัฐ หรือ 16,637 ล้านบาท ลดลง 213 ล้านเหรียญสหรัฐ หรือ -29% จากงวดปีก่อน โดยมีรายได้ธุรกิจถ่านหิน 453 ล้านเหรียญสหรัฐ ลดลง 192 ล้านเหรียญสหรัฐ หรือ -30% รายได้ธุรกิจก๊าซลดลง 14 ล้านเหรียญสหรัฐ รายได้อื่นๆ ลดลง 7 ล้านเหรียญสหรัฐ

ภาพรวมเศรษฐกิจโลกในไตรมาส 2/2563 ได้รับผลกระทบอย่างรุนแรงจากสถานการณ์การแพร่ระบาดของไวรัสโคโรนา (โควิด-19) ยังผลให้ภาวะล้นตลาดของเชื้อเพลิงพลังงานถ่านหิน น้ำมันและก๊าซธรรมชาติยังคงมีอย่างต่อเนื่องจากไตรมาสก่อนหน้า ซึ่งส่งผลกระทบต่อผลประกอบการของบริษัทฯ อย่างไรก็ดีราคาน้ำมันที่ปรับตัวลงส่งผลดีต่อมาตรการลดต้นทุนของบริษัทฯ และยังได้รับกำไรที่แข็งแกร่งจากธุรกิจไฟฟ้าหนุนผลประกอบการโดยรวม

กำไรก่อนหักดอกเบี้ย ภาษี และค่าเสื่อมราคา (EBITDA) ในไตรมาส 2/2563 คิดเป็น 71.9 ล้านเหรียญสหรัฐ ลดลง 56% จากไตรมาสก่อนหน้า EBITDA จากธุรกิจถ่านหิน 37.4 ล้านเหรียญสหรัฐ (ลดลง 65%) EBITDA จากธุรกิจก๊าซธรรมชาติ 1.6 ล้านเหรียญสหรัฐ (เพิ่มขึ้น 10%) และ EBITDA จากธุรกิจไฟฟ้า 32.9 ล้านเหรียญสหรัฐ
(ลดลง 40%)

ในไตรมาสนี้ค่าเงินบาทกลับมาแข็งค่าอย่างรวดเร็วเทียบกับดอลล่าร์สหรัฐโดยเริ่มกลับมาแข็งค่าตั้งแต่ต้นไตรมาสนี้เมื่อเทียบกับอัตราแลกเปลี่ยน ณ สิ้นไตรมาสก่อนหน้าโดยปิดอยู่ที่ 30.89 บาทต่อเหรียญสหรัฐ จึงส่งผลขาดทุนจากอัตราแลกเปลี่ยนอยู่ที่ 21 ล้านเหรียญสหรัฐ ส่งผลให้ไตรมาส 2/2563 บริษัทฯ มีผลขาดทุนสุทธิ 79 ล้านเหรียญสหรัฐ ปรับตัวลดลง 83 ล้านเหรียญสหรัฐ เมื่อเทียบกับไตรมาสเดียวกันของปีก่อน

ธุรกิจถ่านหินในสาธารณรัฐอินโดนีเซียในไตรมาสนี้เป็นช่วงฤดูฝนรายงานปริมาณขายถ่านหิน 5.33 ล้านตัน ลดลง 8% จากไตรมาสก่อนหน้า ท่ามกลางราคาตลาดที่อ่อนตัวลง ราคาขายถ่านหินเฉลี่ยอยู่ที่ 52.67 เหรียญสหรัฐต่อตัน ต้นทุนขายใกล้เคียงไตรมาสที่ผ่านมาคิดเป็น 41.23 เหรียญสหรัฐต่อตัน บริษัทยังสามารถสร้างกำไรที่อัตรากำไรขั้นต้น 22% ทั้งนี้บริษัทยังคงดำเนินมาตรการลดต้นทุนอย่างต่อเนื่องเพื่อให้สามารถรักษาการทำกำไรได้ธุรกิจถ่านหินในออสเตรเลีย รายงานปริมาณขายจำนวน 3.09 ล้านตัน เท่ากับไตรมาสก่อนหน้า ราคาขายถ่านหินเฉลี่ยยังคงอยู่ในระดับสูงต่อเนื่องที่ 81.56 เหรียญออสเตรเลียต่อตัน อย่างไรก็ตามเหมือง Clarenceและ Springvale สภาพธรณีวิทยาที่ไม่เอื้ออำนวย ทำให้ต้นทุนขายเฉลี่ยที่ 84.63 เหรียญออสเตรเลียต่อตัน อัตรากำไรขั้นต้นคิดเป็นขาดทุน 3%

ธุรกิจถ่านหินในสาธารณรัฐประชาชนจีนรายงานส่วนแบ่งกำไรจำนวน 7 ล้านเหรียญสหรัฐ จากความต้องการใช้ที่มีมาอย่างต่อเนื่องประกอบกับการปรับตัวของต้นทุนสู่ระดับปกติและเหตุการณ์แพร่ระบาดของโควิด-19 ไม่มีผลกระทบอย่างมีนัยสำคัญต่อการผลิตและการขายถ่านหินเนื่องจากถ่านหินเป็นสินค้าพื้นฐานมีความสำคัญต่อการดำรงชีวิตของครัวเรือนและภาคอุตสาหกรรม

ธุรกิจก๊าซธรรมชาติมีการผลิตที่ชะลอตัวลงโดยรายงานปริมาณจำหน่ายก๊าซธรรมชาติจำนวน 15.90 พันล้านลูกบาศก์ฟุต เนื่องจากปริมาณก๊าซธรรมชาติที่ล้นตลาดยังคงมีผลต่อความผันผวนของราคา ราคาขายเฉลี่ยจึงลดลง 44% ที่ 0.52 เหรียญสหรัฐต่อพันลูกบาศก์ฟุต (Mcf) และทั้งนี้รวมถึงการรับรู้ค่าใช้จ่ายที่เกิดจากการปรับโครงสร้างจำนวน 30.84 ล้านเหรียญสหรัฐ เป็นการรับรู้ค่าใช้จ่ายเพียงครั้งเดียวซึ่งเกิดจากเปลี่ยนสภาพโครงสร้างของ BKV Corporation เมื่อวันที่ 1 พ.ค.2563 ซึ่งเป็นรายการที่ไม่เป็นเงินสด จึงไม่มีผลกระทบต่อกระแสเงินสด