Oops! It appears that you have disabled your Javascript. In order for you to see this page as it is meant to appear, we ask that you please re-enable your Javascript!

ก.ล.ต.ชงอัยการฟ้อง 3 รายอินไซด์ซื้อ UOB8TF หลังไม่ยินยอมจ่ายค่าปรับ 1.2 ล้าน

ก.ล.ต.ชงอัยการฟ้อง 3 รายอินไซด์ซื้อ UOB8TF หลังไม่ยินยอมจ่ายค่าปรับ 1.2 ล้าน

HoonSmart.com>> ก.ล.ต.ส่งอัยการฟ้องผู้กระทำผิด 3 ราย “เอกรัตน์ อภิวัฒนพร-อุสุมา สารพูนทรัพย์-ธิติรัตน์ โลหะเศรษฐ์” อาศัยข้อมูลภายในซื้อหน่วยลงทุน UOB8TF หลังผู้กระทำผิดไม่ยินยอมปฏิบัติตามมาตรการลงโทษทางแพ่ง เป็นเงินรวมกว่า 1.2 ล้านบาท พร้อมส่งต่อ ปปง.พิจารณาต่อ

สำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.) เปิดเผยการดำเนินการตามกฎหมายกับผู้กระทำความผิดรวม 3 ราย ได้แก่ (1) นายเอกรัตน์ อภิวัฒนพร (2) นางอุสุมา สารพูนทรัพย์ และ (3) นางสาวธิติรัตน์ โลหะเศรษฐ์ กรณีนายเอกรัตน์ซื้อหน่วยลงทุนกองทุนรวมอสังหาริมทรัพย์ ยูโอบี ฟรีโฮลด์ เอท ทองหล่อ (UOB8TF) ในบัญชีซื้อขายหลักทรัพย์ของนางอุสุมาและนางสาวธิติรัตน์ โดยอาศัยข้อมูลภายในที่น่าจะเป็นการเอาเปรียบต่อบุคคลภายนอก โดยการฟ้องคดีต่อศาลแพ่งเพื่อขอให้กำหนดมาตรการลงโทษทางแพ่ง รวมเป็นเงิน 1.2 ล้านบาทเศษ พร้อมรายงานการดำเนินการต่อสำนักงานป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน (ปปง.) เพื่อพิจารณาดำเนินการต่อ

ตามที่คณะกรรมการพิจารณามาตรการลงโทษทางแพ่ง (ค.ม.พ.) มีมติให้นำมาตรการลงโทษทางแพ่งมาใช้บังคับกับผู้กระทำความผิด 3 รายก่อนหน้านี้ โดยให้ชำระเงินค่าปรับทางแพ่งและชดใช้ผลประโยชน์ที่พึงได้รับจากการกระทำความผิด เนื่องจากผู้กระทำความผิดทั้ง 3 รายไม่ยินยอมปฏิบัติตามมาตรการลงโทษทางแพ่งที่ ค.ม.พ. กำหนด จึงพิจารณาได้ว่าผู้กระทำความผิดดังกล่าวไม่ยินยอมที่จะระงับคดีในชั้น ก.ล.ต. ดังนั้น ก.ล.ต. จึงมีหนังสือขอให้พนักงานอัยการดำเนินการฟ้องคดีผู้กระทำความผิดทั้งหมดต่อศาลแพ่ง เพื่อขอให้กำหนดมาตรการลงโทษทางแพ่ง รวมเป็นเงินทั้งสิ้น 1,225,071.66 บาท โดยให้นายเอกรัตน์ชำระค่าปรับทางแพ่งและชดใช้ผลประโยชน์ที่พึงได้รับจากการกระทำความผิดรวม 558,405 บาท และให้นางอุสุมาและนางสาวธิติรัตน์ชำระค่าปรับทางแพ่งรายละ 333,333.33 บาท

อนึ่ง ก.ล.ต. ได้รายงานการดำเนินการดังกล่าวต่อสำนักงานป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน เนื่องจากความผิดเกี่ยวกับการกระทำอันไม่เป็นธรรมเกี่ยวกับการซื้อขายหลักทรัพย์ดังกล่าวเป็นความผิดมูลฐานตามพระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน พ.ศ. 2542 เพื่อพิจารณาดำเนินการต่ออีกด้วย