กบข. ตั้งกองทุนซื้อหุ้นยั่งยืน พันล้าน ก.ย. นี้

กบข. เตรียมตั้งกองทุนซื้อหุ้นยั่งยืน 1,000 ล้านบาท เริ่ม ก.ย. นี้ มั่นใจความเสี่ยงต่ำ ผลตอบแทนดี ปีหน้าขยายไปลงทุนต่างประเทศอีกประมาณ 100 ล้านดอลลาร์สหรัฐ

นายวิทัย รัตนากร เลขาธิการ กองทุนบำเหน็จบำนาญข้าราชการ (กบข.) เปิดเผยว่า ภายในเดือน ก.ย. นี้ กบข. จะจัดตั้งกองทุน ESG-Focused Portfolio มูลค่าไม่ต่ำกว่า 1,000 ล้านบาท เพื่อลงทุนหุ้นยั่งยืนในประเทศ ซึ่งเป็นหุ้นที่มีความโดดเด่นด้านการคำนึงถึงสิ่งแวดล้อม สังคม และบรรษัทภิบาล (Environmental, Social and Governance: ESG) ดัชนี SET THSI ของตลาดหลักทรัพย์มาเป็นตัวเทียบวัดผลตอบแทนของกองทุน (Benchmark)

วิทัย รัตนากร

“กบข. จะเป็นนักลงทุนสถาบันรายแรกที่ใช้นำดัชนี SET THSI ของตลาดหลักทรัพย์มาเป็น Benchmark ของกองทุน แต่ไม่จำเป็นต้องลงทุนเฉพาะหุ้นที่เป็นองค์ประกอบของดัชนีเท่านั้น เพราะกบข. เองจะกำหนดเกณฑ์การคัดเลือกหุ้นที่สามารถลงทุนได้ (Positive List) พร้อมกับเปิดเผยรายชื่อหุ้นได้ก่อนจัดตั้งกองทุน” นายวิทัย กล่าว

นายวิทัย กล่าวอีกว่า บริษัทที่มี ESG ส่วนใหญ่จะเป็นบริษัทที่ดี มีความมั่นคง ทำให้เชื่อได้ว่าจะมีความผันผวนต่ำ ซึ่งเป็นการลดความเสี่ยงในการลงทุน และมีโอกาสที่จะให้ผลตอบแทนที่ดี เห็นได้จากสถิติผลดำเนินงานของหุ้น ESG ในต่างประเทศ

พร้อมกันนี้ ในปี 2562 กบข. ยังมีแผนที่จะขยายการลงทุนหุ้น ESG ต่างประเทศ โดยในเบื้องต้นคาดว่าจะมีมูลค่าประมาณ 100 ล้านดอลลาร์สหรัฐ รวมทั้งการนำหลักการ ESG ไปใช้ในการคัดเลือกลงทุนสินทรัพย์ประเภทอื่นๆ เช่น หุ้นนอกตลาดหลักทรัพย์ (Private Equity) อสังหาริมทรัพย์ กองทุนรวมโครงสร้างพื้นฐาน รวมทั้งการคัดเลือกผู้จัดการกองทุน ที่จะเข้ามาบริหารเงิน กบข. จะต้องปฏิบัติตามหลักธรรมาภิบาลการลงทุน สำหรับผู้ลงทุนสถาบัน (I Code) ของสำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.)

“กบข. ตั้งเป้าหมายที่จะเป็นผู้นำด้านการลงทุนอย่างรับผิดชอบโดยยึดหลัก ESG ซึ่งเชื่อมั่นว่าเป็นการเพิ่มโอกาสในการสร้างผลตอบแทนที่มั่นคงและยั่งยืนในระยะยาว ลดความเสี่ยง และส่งเสริมการเติบโตอย่างยั่งยืนให้แก่ธุรกิจและสังคม เพราะในขณะที่นักลงทุนระยะสั้นดูปัจจัยทางการเงินประกอบการตัดสินใจลงทุน นักลงทุนระยะยาวควรดูปัจจัยอื่นๆ ที่ไม่ใช่เฉพาะการเงินเพียงอย่างเดียว เช่น ESG” นายวิทัย กล่าว

นอกจากนี้ นายวิทัย กล่าวถึงพอร์ตลงทุนของ กบข. ในช่วงนี้ว่า หลังจากปรับลดสัดส่วนการลงทุนหุ้นลงจาก 9% ตั้งแต่ต้นปี เหลือ 7% ในปัจจุบัน เพื่อบริหารความเสี่ยงในช่วงตลาดหุ้นขาลง และลดสัดส่วนการลงทุนในตราสารหนี้ระยะยาวจาก 26% เหลือ 22% พร้อมกับเพิ่มพันธบัตรรัฐบาลระยะสั้นจาก 16% เป็น 23% ทำให้อายุเฉลี่ยตราสารหนี้ลดลงจาก 2.8 ปี เหลือ 1.8 ปี

“ปัจจุบันราคาหุ้นลงมามากแล้ว แต่ระยะสั้นยังผันผวนอยู่ เพราะฉะนั้นช่วงนี้กลยุทธ์การลงทุนจะเป็นการซื้อขายทำกำไรระยะสั้นบ้าง แต่พอปัจจัยต่างๆ เริ่มคลี่คลาย สงครามการค้ามีความชัดเจนมากขึ้นอาจจะเป็นจังหวะที่เข้าไปเริ่มซื้อสะสม และมีโอกาสที่จะทำให้สัดส่วนการลงทุนหุ้นเพิ่มขึ้นไปเป็น 9% ตามเดิม อย่างไรก็ตามสำหรับผลดำเนินงานของ กบข. ในปีนี้ถ้าได้ 2-3% ก็ดีใจแล้ว” นายวิทัย กล่าว

อ่านประกอบ

เปิดรายชื่อหุ้นใน 2 ดัชนีใหม่ SETTHSI – SETCLMV เริ่มวันแรก 2 ก.ค. 2561