Oops! It appears that you have disabled your Javascript. In order for you to see this page as it is meant to appear, we ask that you please re-enable your Javascript!

กบข.ตั้งกองทุนพันล. ลุยหุ้น 33 ตัว ดันดัชนีพุ่ง 17 จุด

กบข.ตั้งกองทุนพันล. ลุยหุ้น 33 ตัว ดันดัชนีพุ่ง 17 จุด

ตลาดหุ้นพลิกบวก 10 จุด ได้ข่าวดีกบข.ตั้งกองทุน 1 พันล. ลุยหุ้น 33 ตัว ผสมข่าวดีดาวโจนส์ล่วงหน้าพุ่ง 142 จุด

ตลาดหุ้นไทย ปรับตัวขึ้นต่อเนื่องในการซื้อขายช่วงบ่าย ได้ปัจจัยหนุนจาก “สมคิด จาตุศรีพิทักษ์” ที่ออกมาปลอบนักลงทุนไม่ให้ตื่นตกใจกับตลาดหุ้นต่างประเทศ ผสมข่าวดี กองทุนกบข.ตั้งกองทุนซื้อหุ้น 1 พันล้านบาท และดัชนีดาวโจนส์ล่วงหน้าปรับตัวขึ้น ณ เวลา 15.26 น. ขึ้นไป 142 จุด ทำให้ตลาดหุ้นไทย มีแรงซื้อหุ้นขนาดใหญ่ในกลุ่มพลังงาน ธนาคารพาณิชย์เข้ามา ไล่ดัชนีหุ้นไทย เวลา 16.12 น. ขึ้นไปสูงสุด 1,641 จุด เพิ่มขึ้น 17.63 จุด มูลค่าซื้อขาย 65,669 ล้านบาท

นายวิทัย รัตนากร เลขาธิการคณะกรรมการกองทุนบำเหน็จบำนาญข้าราชการ (กบข.) เปิดเผยว่า ในเดือน ต.ค.นี้ กบข.ได้จัดตั้ง ESG-Focused Portfolio มูลค่า 1 พันล้านบาท เพื่อลงทุนในหุ้นของ 33 กิจการ ที่ผ่านเกณฑ์การคัดเลือกด้าน ESG ของ กบข. มุ่งหวังนักลงทุนสถาบันในประเทศยึดหลักการลงทุนอย่างรับผิดชอบเพื่อส่งเสริมให้ประเทศเกิดการพัฒนาในทุกมิติอย่างยั่งยืน และในปี 62 กบข.จะพิจารณาเพิ่มมูลค่าการลงทุนใน ESG-Focused Portfolio

สำหรับกิจการที่ผ่านมาเกณฑ์การคัดเลือก ESG ของ กบข. จะต้องเป็นกิจการที่อยุ่ในรายชื่อหุ้นยั่งยืนของตลาดหลักทรัพย์ (THSI) มีรายชื่ออยุ่ใน SET 100 และผ่านเกณฑ์ประเมินมาตรฐาน ESG ของกบข. ประกอบด้วย เกณฑ์เจตนารมณ์พื้นฐาน เกณฑ์การประกอบธุรกิจ เกณฑ์ความโปร่งใส และเกณฑ์การกำกับดูแลที่ดี ซึ่ง กบข.ให้ความสำคัญกับกิจการที่สมัครร่วมโครงการแนวร่วมปฏิบัติของภาคเอกชนไทยในการต่อต้านทุจริต (CAC)

ทั้งนี้ มองว่า การจัดตั้งพอร์ตดังกล่ว เป็นการลงทุนอย่างรับผิดชอบซึ่งนอกจากจะช่วยสร้างผลตอบแทนที่ยั่งยืนแล้ว ยังช่วยลดความเสี่ยงด้านการเงินและการเสียชื่อเสียง พร้อมส่งเสริมสังคมให้ดำรงอยู่และเติบโตอย่างยั่งยืน อีกทั้งยังเป็นอีกหนึ่งในแผนงานสำคัญ ที่จะทำให้ กบข.บรรลุเป้าหมายการเป็นผู้นำและริเริ่มการลงทุนที่ส่งเสริม ESG พร้อมเชิญชวนให้นักลงทุนสถาบันให้ความสำคัญกับการลงทุนในกิจการที่มี ESG เช่นเดียวกัน

อนึ่ง ในช่วงที่ผ่านมา กบข. ได้จัดทำนโยบายการกำกับดูแลกิจการ ประกาศรับการปฏิบัติตามหลักธรรมาภิบาลการลงทุน (I Code) และแถลงความร่วมมือในการส่งเสริมการลงทุนในหุ้นยั่งยืนกับตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย และในปีนี้ กบข. จะจัดสัมมนาร่วมกับ World Bank, OECD และ PRI ในวันที่ 19 พฤศจิกายน 2561 หัวข้อ ESG Investing: Return Enhancing or Sacrificing? How to make it work? เพื่อแลกเปลี่ยนข้อมูลสำคัญด้านการลงทุนอย่างยั่งยืน และจะร่วมมือกับ OECD จัดทำ ESG – Integrated Due Diligence Guideline สำหรับสินทรัพย์ที่ กบข. ลงทุนอยู่ในปัจจุบันและอนาคต

นายวิทัย กล่าวว่า เงินจัดตั้งกองทุนมูลค่า 1 พันล้านบาท มาจากเงินของกองทุนกบข.เอง ซึ่งปัจจุบันมีมูลค่าสินทรัพย์ ณ สิ้นเดือนก.ย.61 ราว 8.91 แสนล้านบาท ซึ่งการจัดตั้งกองทุนครั้งนี้ ถือว่าเป็นหนึ่งในพอร์ตหุ้นที่ลงทุนในประเทศไทยที่มีเงินลงทุนราว 3 หมื่นล้านบาท ส่วนที่เหลือกระจายตัวอยู่ในตลาดหลักทรัพย์ต่างประเทศ ตราสารหนี้ และอสังหาริมทรัพย์ โดยคาดว่าจะเริ่มดำเนินการเข้าลงทุนในตลาดหลักทรัพย์ได้ภายในเดือนต.ค.61 ซึ่งมองว่าเป็นจังหวะที่ดีในการเข้าซื้อเนื่องจากดัชนีตลาดหุ้นไทยปรับตัวลดลงมาค่อนข้างมาก เนื่องจากมองว่าจะสามารถให้ผลตอบแทนที่ดีในระยะยาวได้

“กบข.เป็นนักลงทุนสถาบัน philosophy เราเป็นการลงทุนระยะยาว เราอาจจะมีการซื้อขายบ้าง แต่เป็นการลงทุนระยะยาวเป็นหลัก วันนี้เราแถลงการจัดตั้งวันนี้ จะดำเนินการเข้าลงทุนภายในสิ้นเดือนนี้ อีก 4-5 วันนี้จะเข้าไปซื้อในตลาดเลย” นายวิทัย กล่าว

สำหรับในปี 62 กบข.มีแผนขยายขนาดกองทุนจากปีนี้ที่ 1 พันล้านบาท และขยายการลงทุนในธุรกิจ ESG สู่ต่างประเทศด้วย

“กบข.มีความตั้งใจมุ่งมั่นที่จะเป็นผู้นำในการลงทุนธุรกิจเพื่อสิ่งแวดล้อม สังคม และธรรมาภิบาล (ESG) และต้องการสร้างให้เกิดเป็นรูปธรรมมากขึ้น ในการเปลี่ยนแปลงของนักลงทุนสถาบันที่มีความใส่ใจและให้ความสำคัญกับการลงทุนแบบ ESG และโปรโมทสู่นักลงทุนรายอื่น”

นายวิทัย กล่าวต่อว่า ด้านภาพรวมของตลาดหุ้นไทย ปัจจุบันดัชนีปรับตัวลดลงมาค่อนข้างมากและรวดเร็ว หากนับจากจุดสูงสุดตั้งแต่ต้นปี 61 ปรับตัวลงมาแล้วกว่า 250-270 จุด คาดว่าเกิดจากปัจจัยที่เกี่ยวเนื่องกับสงครามการค้า การขึ้นอัตราดอกเบี้ยของธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) และความเปราะบางของเศรษฐกิจประเทศเกิดใหม่

อย่างไรก็ดีต้องยอมรับว่าเศรษฐกิจไทยยังอยู่ในเกณฑ์ดี ซึ่งยังเห็นแนวโน้มการเติบโตของเศรษฐกิจไทยที่ดีจากมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจเป็นหลัก ซึ่งการที่ราคาหุ้นปรับตัวลดลงเร็วและแรง มองว่าเป็นทั้งความเสี่ยงและโอกาส จากการที่มี downside หรือโอกาสปรับตัวลงต่อมีจำกัด เพราะฉะนั้นถือเป็นโอกาสที่จะเริ่มเข้าไปทยอยสะสมหุ้นได้