Oops! It appears that you have disabled your Javascript. In order for you to see this page as it is meant to appear, we ask that you please re-enable your Javascript!

NER โชว์ไตรมาส 3 กำไร 121 ล้าน-โตแรง 105 %

NER โชว์ไตรมาส 3 กำไร 121 ล้าน-โตแรง 105 %

NER โชว์ผลประกอบการไตรมาส 3 กำไร 121 ล้านบาท โตแรง 105 % งวด 9 เดือน โตกระฉูด 3,483 % บริหารต้นทุนดีขึ้น ดันกำไรขั้นต้นโตดี

บริษัท นอร์ทอีส รับเบอร์ ( NER ) แจ้งผประกอบการไตรมาส 3 / 2561 สอบทานแล้ว กำไรสุทธิ 121.44 ล้านบาท กำไรต่อหุ้น 0.13 บาท เพิ่มขึ้น 105.38 ล้านบาท หรือ 656.16 % เทียบช่วงเดียวกันปีก่อน มีกำไร 16.06 ล้านบาท กำไรต่อหุ้น 0.02 บาท

สำหรับงวด 9 เดือน กำไรสุทธิ 288.12 ล้านบาท กำไรต่อหุ้น 0.31 บาท เติบโต 280.08 % หรือ 3,483.58 % เทียบช่วงเดียวกันปีก่อน กำไรสุทธิ 8.04 ล้านบาท กำไรต่อหุ้น 0.01 บาท

บริษัท ฯ ชี้แจงสาเหตุที่กำไรเติบโต เกิดจาก รายได้รวมงวด 9 เดือน จำนวน 6,575 ล้านบาท โดยเป็นรายได้การขาย 6,564.85 ล้านบาท หรือ 99.84 % ของรายได้รวม ขณะที่ปี 2560 มีรายได้รวม 6,363.23 ล้านบาท และรายได้ขาย 6,307.87 ล้านบาท คิดเป็น 99.13 % ของรายได้รวม

กำไรขั้นต้นและกำไรสุทธิ งวด 9 เดือน มีกำไรขั้นต้น 704.53 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 374.84 ล้านบาท หรือ 113.69 % โดยอัตรากำไรขั้นต้น เท่ากับ 10.73 % เพิ่มขึ้นจาก 5.23 % ในงวด 9 เดือนปี 2560 จากราคาซื้อวัตถุดิบเฉลี่ยลดลง และราคาขายเฉลี่ยของบริษัทลดลง ตามราคาตลาด
ส่งผลให้ราคาขายและราคารับซื้อของบริษัทลดลง

สำหรับอัตรากําไรขั้นต้นทุกประเภทสินค้า ทั้งยางแผ่นรมควัน ยางแท่งและยางผสม เพิ่มขึ้น เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปี 2560 เนื่องจาก การบริหารต้นทุนสินค้าที่ลดลง ประกอบกับบริษัทสามารถผลิตและจําหน่ายยางผสมได้มากขึ้น จากการเปลี่ยนกระบวนการผลิตจาก Dry Process เป็น Wet Process ของยางผสม

และสําหรับงวด 9 เดือนของปี 2561 บริษัทมีกําไรสุทธิเท่ากับ 288.12 ล้านบาท เพิ่มขึ้น จํานวน 280.08 ล้านบาท หรือเพิ่มขึ้น 3,483.11 % เมื่อเทียบกับงวด 9 เดือนของปี 2560 ที่มีกําไรสุทธิเท่ากับ 8.04 ล้านบาท เกิดจาก กําไรขั้นต้นที่เพิ่มขึ้น จากการบริหารต้นทุนได้ดีขึ้น และจากราคาซื้อวัตถุดิบของบริษัทลดลงตามราคาตลาดที่ลดลงในช่วงปี 2561 เมื่อเทียบกับช่วงปี 2560

โดยในงวด 9 เดือนของปี 2561 บริษัทมีต้นทุนราคาวัตถุดิบที่ลดลงในสัดส่วนที่มากกว่า
ราคาขายที่ลดลง ซึ่งเป็นไปตามราคาตลาด นอกจากนี้ บริษัทมีสัดส่วนต้นทุนทางการเงินต่อรายได้รวมลดลง เนื่องจากบริษัทมีดอกเบี้ยจ่ายลดลง จากดอกเบี้ยจ่ายเงินกู้ยืมประเภทตั๋วสัญญาใช้เงินที่ลดลง มีเงินทุนหมุนเวียนจากสภาพคล่องมากขึ้น ทําให้มีความต้องการใช้แหล่งเงินกู้ยืมระยะสั้น เพื่อมาใช้เป็นเงินทุนหมุนเวียนน้อยลง ส่งผลให้กําไรสุทธิเพิ่มขึ้น

ด้านราคาหุ้น NER ปรับตัวดีขึ้น เปิดตลาด 2.12 บาท เพิ่มขึ้น 0.02 บาท สูงสุดที่ 2.32 บาท และปิดช่วงเช้าที่ 2.26 บาท เพิ่มขึ้น 0.16 บาท หรือ 7.62 % มูลค่าซื้อขาย 511.39 ล้านบาท