Oops! It appears that you have disabled your Javascript. In order for you to see this page as it is meant to appear, we ask that you please re-enable your Javascript!

เมย์แบงก์กิมเอ็ง : มองหุ้นปีหมูไม่หมู – สรุป 2561 สาหัส SET ร่วง 12 %

เมย์แบงก์กิมเอ็ง : มองหุ้นปีหมูไม่หมู – สรุป 2561 สาหัส SET ร่วง 12 %

เมย์แบงก์กิมเอ็ง สรุปภาพรวมตลาดหุ้นปีนี้ ดัชนีร่วงประมาณ 200 จุด หรือ 12% หุ้นร่วง 438 ตัวหรือ 74 % และการลงทุนปีหมู 2562 มองปัญหาการเมืองโลก ส่งผลกระทบต่อเนื่องถึงไตรมาส 1/2562 ดัชนีเป้าหมาย 1,743 จุด

นายสรพล วีระเมธีกุล นักกลยุทธ์การลงทุน บริษัทหลักทรัพย์ เมย์แบงก์ กิมเอ็ง (ประเทศไทย) สรุปการลงทุนปี 2561 และมุมมองปี 2562 ดังนี้

ปัญหาการเมืองโลก (Trump) ส่งผลกระทบต่อตลาดหุ้นในปีที่ผ่านมา และคาดยังคงส่งผลต่อใน ครึ่งแรกปี 2562 โดยปีที่ผ่านมาถือเป็นการลงทุนที่ผิดคาดจากเมื่อต้นปีอย่างมาก โดย MSCI World Index ลดลง 11.5%, MSCI Asia Pacific Ex-Japan ลดลง 17.2%

SET Index ปรับตัวลงประมาณ 200 จุด หรือคิดเป็น 12% และหากอิงข้อมูลจาก Bloomberg ณ.วันที่ 28 ธ.ค. 2561 พบว่าในปีนี้มีจำนวนหุ้นที่ปรับตัวลงมากกว่า 438 ตัว (คิดเป็น 74%) และหุ้นที่ปรับตัวขึ้นมีเพียง 147 ตัว ในขณะที่ 10 หุ้น กดดันดัชนีมากที่สุดได้แก่ KBANK, CPALL, TOP, BJC, CBG, MINT, CPN, PTTGC, BEAUTY, ADVANC และ 10 หุ้นที่ผลักดันดัชนีสูงสุดได้แก่ PTT, PTTEP, BDMS, GULF,BEM, KTC, HMPRO, MTC, EGCO, AEONTS

สาเหตุหนีไม่พ้นปัญหาการเมืองโลกระหว่าง สหรัฐอเมริกาและจีน ที่ทวีความรุนแรงขึ้นเรื่อยๆ โดยเฉพาะด้านเทคโนโลยี IT, AI และนโยบายหลักระหว่าง America First กับ Made in China 2025 ส่งผลให้ Trump ริเริ่มนโยบายสงครามการค้าเพื่อเป็นข้อต่อรองให้จีนยอมปฎิบัติตามข้อเรียกร้องต่างๆ ซึ่งฝ่ายจีนเองก็ยังไม่มีท่าทีเห็นด้วย ทำให้การเจรจา 4-5 ครั้งตลอดปีที่ผ่านมายังไม่ได้ข้อสรุป และจบปีด้วยการขึ้นภาษีนำเข้าวงเงินรวมสูงกว่า 2.5 แสนล้านเหรียญสหรัฐ ประเด็นดังกล่าวแบ่งผลกระทบเป็น

1) ดอลลาร์ที่แข็งค่าจากต้นปี (นักวิเคราะห์เชื่อว่าสหรัฐจะสามารถลดยอดขาดดุลการค้า จากการเริ่มทำสงครามการค้า) ส่งผลให้หลายสกุลเงินในตลาดเกิดใหม่อ่อนค่าในอัตราเร่งโดยเฉพาะ Lira, Peso, Rupiah ทำให้เห็นเม็ดเงินไหลออกจากกลุ่มตลาดเกิดใหม่อย่างมาก ส่งผลให้จำเป็นต้องขึ้นดอกเบี้ยเพื่อสกัดเม็ดเงินไหลออก (ตุรกีปรับขึ้น 625bps เป็น 24%, อินโดนีเซียปรับขึ้น 175bps เป็น 6%) ในขณะที่ภาพรวมเศรษฐกิจยังอ่อนแอ ซึ่งถือเป็นความเสี่ยงในเชิงโครงสร้าง

2) ผู้ประกอบการทั่วโลกกังวลและชะลอการผลิต (ยกเลิกการนำเข้าสินค้าวัตถุดิบ, ไม่กล้าที่จะขยายฐานผลิต) กระทบห่วงโซ่วัตถุดิบทั่วโลก เป็นตัวเร่งให้เศรษฐกิจโลกชะลอตัวเร็วกว่าที่นักวิเคราะห์คาดไว้เมื่อต้นปี ล่าสุด IMF และ World bank ปรับประมาณการณ์ GDP โลกจาก 3.9% เหลือ 3.7% และเริ่มเห็นการชะลอตัวของหลายตัวเลขสำคัญทางเศรษฐกิจโดยเฉพาะ PMI โดยประเทศที่มีสัดส่วนการส่งออกสูงเมื่อเทียบกับ GDP และประเภทของสินค้าส่งออกส่วนมากอยู่ในห่วงโซ่อุปทาน (ส่งออกวัตถุดิบไปยังประเทศจีน เพื่อประกอบและส่งต่อไปยังสหรัฐและอื่นๆ) หนึ่งในนั่นคือประเทศไทยจะได้รับผลกระทบสูง ซึ่งเริ่มเห็นแล้วในเดือนที่ผ่านมาที่ไทยส่งออกไปประเทศจีนลดลง 9%

3) ราคาน้ำมันดิบ ถูกกดดันทั้งจากฝั่งอุปสงค์และอุปทาน โดยเมื่อต้นเดือนตุลาคมที่ผ่านมา IMF ปรับประมาณการ GDP สหรัฐและจีนลงเหลือ 2.5% และ 6.2% ตามลำดับ ส่งผลให้เกิดความกังวลอุปสงค์น้ำมันปีหน้าจะเติบโตต่ำกว่าประมาณการเดิมที่เคยคาดไว้ที่ 1.4 ล้านบาร์เรล/วัน (สหรัฐและจีนบริโภคน้ำมันรวมกันเป็นสัดส่วนสูงกว่า 30%)

ในขณะที่ด้านฝั่งอุปทานก็ยังมีความไม่แน่นอนสูง โดยเราพบว่าหลายประเทศยังคงเดินหน้าผลิตน้ำมันในระดับสูงสุดอย่างต่อเนื่องนำโดย OPEC ที่ผลิตสูงถึง 33ล้านบาร์เรล (ซาอุดิอาระเบียผลิตเพิ่มเป็น 10.9ล้านบาร์เรล) ลิเบียเพิ่มกำลังการผลิต 150%จากเดือนมิถุนายน เป็น 1.28 ล้าน ในขณะที่สหรัฐก็เพิ่มกำลังการผลิตสูงถึง 11.7 ล้าน เป็นเหตุให้ราคาน้ำมันดิบ Brent ปรับตัวลงมากกว่า 35% QTD กดดัน SET (หุ้นกลุ่มพลังงานคิดเป็นสัดส่วนสูงกว่า 25% ของมูลค่าหลักทรัพย์)

และอีกหนึ่งปัจจัยได้แก่ “การออกกฎหมายจากภาครัฐ” ทั้งเป็นบวกและลบต่อบริษัทจดทะเบียน โดยในช่วงที่ผ่านมาภาครัฐได้เข้ามามีบทบาทต่อหลายอุตสาหกรรมซึ่งมีทั้งเชิงบวก เช่น ผ่อนค่าใช้จ่าย TV-Digital, บัตรสวัสดิการแห่งรัฐ เป็นบวกต่อกลุ่มค้าปลีก

อย่างไรก็ตามมีหลายนโยบายที่ออกมาและกำลังจะเตรียมออก ซึ่งคาดส่งผลกระทบต่อกำไรบริษัท เช่น พรบ.จัดซื้อจัดจ้าง, ปรับสูตรคำนวณราคาหน้าโรงกลั่นและราคาขายปลีก, ภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้างและการคุมสินเชื่อกลุ่มอสังหา (LTV) ล่าสุดเตรียมนำราคายาและค่ารักษาพยาบาลเป็นสินค้าควบคุม และอีกหนึ่งปัจจัยสำคัญมากนั่นคือ แนวทางผลประโยชน์ทางภาษี LTF หลังครบกำหนดปลายปีหน้า โดยปัจัยที่กล่าวมาข้างต้นทั้งหมด เป็นหนึ่งในเหตุที่ทำให้ SET Index ปีนี้ปรับตัวลงมากถึง 12 %

มุมมองการลงทุนปี 2562 (คาดสะท้อนความกังวลเศรษฐกิจโลกชะลอตัวไปบางส่วน แต่ยังไม่หมด, มีมุมมองเป็นกลางต่อการเลือกตั้งไทย, ลุ้น Flow ไหลเข้าอีกครั้ง ครึ่งหลังของปี 2562, เป้าหมาย SET Index ที่ 1,743 จุด)

เราประเมินว่า ตลาดหุ้นโลก, VIX Index , Bond yield , Dollar และราคาทองคำ ได้ปรับตัวสะท้อนความกังวลเศรษฐกิจโลกชะลอตัวไปแล้วบางส่วน แต่ยังไม่หมด และคาดว่าความกังวลจะยังกดดันตลาดหุ้นต่อไปจนถึงเดือนก.พ. (กำหนด Hard Deadline เจรจาการค้าสหรัฐ-จีน ในวันที่ 1 มีนาคม)

ในขณะเดียวกันประเมินว่า สหรัฐกำลังเผชิญกับสถานการณ์ยากลำบาก หรือเรียกว่า “เดินข้างหน้าก็ระแวง ด้านหลังก็กลัวถูกแทง“ กล่าวคือ

1) หากเลือกที่จะเจรจาการค้ากับจีน มีโอกาสสูงที่ยอดขาดดุลการค้าทำระดับสูงสุดต่อเนื่อง (ปัจจุบันเริ่มเพิ่มวงเงินภาษี ยังขาดดุลสูงสุดในรอบ 10ปี) และ 2) หากไม่เจรจาการค้าก็จะส่งผลกดดันเศรษฐกิจโลกอย่างที่เห็นในปัจจุบัน

ในขณะที่”ด้านหลัง” อย่างพรรค Democrat ซึ่งภายหลังสามารถครองคะแนนเสียงส่วนมากในสภาล่างได้ ก็เริ่มกดดัน Trump ทั้ง 1) การไล่สอบสวนคดีต่างๆตั้งแต่ก่อนการเลือกตั้งย้อนหลัง ล่าสุด Michael Cohen อดีตทนายความคนสนิท Trump ยอมสารภาพถึงการช่วยเหลือ Trump ยิ่งเป็นการเปิดทางให้ Democrat มีหลักฐานเพิ่มในการอภิปรายไม่ไว้วางใจ

และ 2) การโหวตไม่เห็นชอบต่อนโยบายต่างๆ และในปี 2019 กำไรตลาดหุ้นจะเติบโตในอัตราที่ต่ำลงเมื่อเทียบกับปีที่ผ่านมาจากผลของภาษี ทำให้อาจเห็นดอลลาร์กลับมาอ่อนค่าได้ ประกอบกับการหยุด QE และขึ้นดอกเบี้ยของยุโรป สวนทางเศรษฐกิจที่กำลังชะลอตัว อาจเป็นจุดเริ่มต้นปัญหาเชิงโครงสร้างต่อยุโรปในปีหน้าได้ ปัจจัยที่กล่าวมาทำให้เราประเมินว่าในช่วง 2H19 อาจเห็นเม็ดเงินเริ่มทยอยไหลกลับภูมิภาคเอเชียอีกครั้ง