Oops! It appears that you have disabled your Javascript. In order for you to see this page as it is meant to appear, we ask that you please re-enable your Javascript!

ชี้เป้าชัดๆ 9 กองทุนน่าซื้อ (ในครึ่งแรกปี 2562)

ชี้เป้าชัดๆ 9 กองทุนน่าซื้อ (ในครึ่งแรกปี 2562)

มาถึงตรงนี้แล้ว ไม่ต้องพูดเยอะ ไม่ใช่เพราะเจ็บคอ แต่เพราะอีกไม่กี่วันก็จะเข้าเดือนที่สองของปี 2562 ถ้าใครที่ยังไม่รู้จะเริ่มลงทุนอะไรดี ไม่รู้จะซื้อกองทุนไหนดี ก็ต้องรีบแล้ว เพราะ “โพย” 9 กองทุนน่าซื้อ ที่ สานุพงศ์ สุทัศน์ธรรมกุล ผู้อำนวยการอาวุโส ฝ่ายที่ปรึกษาบริหารเงินลงทุน บริษัทหลักทรัพย์ (บล.) ฟิลลิป (ประเทศไทย) ให้มา เป็นโพยเฉพาะครึ่งแรกของปีนี้เท่านั้น

สาเหตุที่ต้องระบุเวลาชัดเจนว่า “น่าซื้อเฉพาะครึ่งปีแรก” เพราะ สานุพงศ์ บอกว่า สำหรับปีนี้ สถานการณ์ครึ่งปีแรก กับ ครึ่งปีหลัง อาจจะแตกต่างกัน และเมื่อสถานการณ์เปลี่ยน ธีมการลงทุนที่เหมาะสมก็อาจจะเปลี่ยนตามไปด้วย… ต้องมาติดตามกันอีกที

“ครึ่งปีแรกมีความผันผวนค่อนข้างเยอะ สงครามการค้ายังเป็นความเสี่ยงอยู่ เพราะฉะนั้นแนะนำให้ลงทุนที่ปลอดภัยหน่อย เน้นกองทุนที่ให้รายได้สม่ำเสมอ จ่ายปันผลสม่ำเสมอ มีอัตราการเติบโตที่ชัดเจน น่าสนใจกว่ากองทุนหุ้นเติบโตสูงแต่มีความผันผวนสูงตามไปด้วย” สานุพงศ์ กล่าว

นอกจากนี้ สานุพงศ์ ยังแนะนำว่า ไม่จำเป็นต้องรีบซื้อ ใช้ความผันผวนของราคาให้เป็นประโยชน์ โดย “ทยอยซื้อ” เมื่อเห็นราคาปรับลดลงจะดีกว่า ยกเว้นการลงทุนในกองทุนอสังหาริมทรัพย์และโครงสร้างพื้นฐาน ที่ลงทุนได้เลยไม่ต้องรอเวลา

กองทุนหุ้นไทย

“ครึ่งปีแรกต้องให้ความสำคัญกับคุณภาพมากขึ้น เช่น หุ้นมีเงินปันผล หุ้นขนาดใหญ่ หุ้นคุณค่า และหุ้นที่มีความผันผวนต่ำ โดยแนะนำให้หลีกเลี่ยงหุ้นขนาดกลางและเล็ก เพราะผลดำเนินงานยังไม่ดี มีโอกาสที่จะปรับลดลงได้อีก แต่ถ้าถือกองทุนหุ้นขนาดกลางและเล็กประมาณ 10% ของพอร์ต ยังถือต่อไปได้ แต่ถ้าไม่มียังไม่ต้องรีบซื้อ” สานุพงศ์ กล่าว

1AMSET50-RA
วรรณเอเอ็มเซ็ท 50 ชนิดไม่จ่ายเงินปันผลสำหรับผู้ลงทุนทั่วไป
บลจ.วรรณ

นโยบายลงทุน : เน้นลงทุนในหุ้นที่เป็นส่วนประกอบของ SET50 Index ซึ่งมีปัจจัยพื้นฐานดีประมาณ 25 -30 บริษัท และกระจายการลงทุนไปยังหุ้นขนาดกลางและเล็ก เพื่อสร้างผลตอบแทนส่วนเพิ่มให้กับกองทุน โดยมีการบริหารกองทุนแบบเชิงรุกเพื่อสร้างผลตอบแทนให้สูงกว่า SET50 Index

“กองทุน 1AMSET50-RA เหมาะกับทุกพอร์ต เป็น Active Fund ที่ให้ผลตอบแทนดีกว่า SET50 Index แต่มีค่าธรรมเนียมต่ำเหมือน Passive Fund”

T-DIV2
ธนชาตหุ้นปันผล 2
บลจ.ธนชาต

นโยบายลงทุน : เน้นลงทุนหุ้นในจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย หรือ ตลาดหลักทรัพย์ เอ็ม เอ ไอ โดยต้องเป็นบริษัทที่มีประวัติการจ่ายปันผลในอดีตในระดับสูง (ประมาณ1-3 ปีย้อนหลัง) มีแนวโน้มจ่ายปันผลดี และความผันผวนของราคาอยู่ในระดับต่ำ ถึงปานกลาง

“กองทุน T-DIV2 เน้นลงทุนหุ้นปันผล ที่มีความผันผวนต่ำ เหมาะสำหรับพอร์ตที่รับความเสี่ยงได้ปานกลางถึงสูง”

T-LowBeta
ธนชาต Low Beta
บลจ.ธนชาต

นโยบายลงทุน : เน้นลงทุนหุ้นที่มีการเคลื่อนไหวของราคาเมื่อเทียบกับดัชนีตลาดหลักทรัพย์ (SET Index) ค่อนข้างต่ำ (Low correlation to the SET Index หรือ low beta) โดยเฉลี่ยในรอบปีบัญชีของกองทุน หุ้นดังกล่าวจะมีค่า Beta ไม่เกิน 1

“แม้ว่า ปี 2561 กองทุน T-LowBeta อาจจะไม่ low beta เท่าไร เพราะส่วนใหญ่ลงทุนหุ้นขนาดกลางที่ได้ผลกระทบจากสภาพคล่อง (มูลค่าการซื้อขายต่อวัน) ในตลาดที่หายไปครึ่งหนึ่ง แต่ก็ยังคงผันผวนต่ำกว่า SET Index อยู่”

กองทุนอสังหาริมทรัพย์และโครงสร้างพื้นฐาน

“ช่วงนี้เศรษฐกิจโลกแค่ชะลอตัว ไม่ได้หดตัว ดังนั้นกองทุนอสังหาริมทรัพย์และโครงสร้างพื้นฐานยังให้รายได้ดี โดยแนะนำให้กระจายการลงทุนไปต่างประเทศ เช่น ฮ่องกง สิงคโปร์ บ้างจะดีกว่ากองทุนที่กระจุกตัวอยู่ในประเทศ เพราะแม้ว่า อัตราผลตอบแทนจะกลับมาอยู่ที่ประมาณ 6% แต่ราคาอาจจะมีความผันผวน”

ทั้ง 2 กองทุนที่แนะนำมีผลตอบแทนที่ดี และให้รายได้สม่ำเสมอ เหมาะกับความเสี่ยงระดับต่ำกับความเสี่ยงกลางๆ

PHATRA PROP-D
ภัทร พร็อพเพอร์ตี้ เซคเตอร์ – ดิวิเดนด์
บลจ.ภัทร

นโยบายลงทุน : เน้นลงทุนหลักทรัพย์/ตราสารที่อยู่ในหมวดอุตสาหกรรมอสังหาริมทรัพย์ (Property Sector) ทั้งในและต่างประเทศ เช่น กองทุนรวมอสังหาริมทรัพย์ ทรัสต์เพื่อการลงทุนในอสังหาริมทรัพย์ (REITs) และ ETF ที่เน้นลงทุนในตราสารของกองทุนอสังหาริมทรัพย์ (REITs ETF) และ Infrastructure fund ที่อยู่ในหมวดอุตสาหกรรมอสังหาริมทรัพย์

TMBGINFRA
ทีเอ็มบี Global Infrastructure Equity
บลจ.ทหารไทย

นโยบายลงทุน : ลงทุนกองทุน Lazard Global Listed Infrastructure Equity Fund ในหน่วยลงทุนชนิด Class I กองทุนเดียว โดยกองทุนหลักเน้นลงทุนในตราสารทุน และตราสารที่เทียบเท่าตราสารทุน (หุ้นสามัญ, หุ้นบุริมสิทธิ์ และ Depository Receipts) ของธุรกิจโครงสร้างพื้นฐานทั่วโลกที่จดทะเบียน หรือ ซื้อขายในตลาดหลักทรัพย์

“ปี 2561 ราคากองทุนหลักปรับลดลงจากเหตุการณ์ไม่ปกติ เช่น ภัยธรรมชาติ ซึ่งไม่ได้เกิดขึ้นบ่อยๆ จึงเชื่อว่า ปีนี้จะกลับมาได้ บวกกับการชะลอขึ้นดอกเบี้ยธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) จะทำให้ผลตอบแทนพันธบัตรลดลง จะเกิด Dividend Gap ทำให้กองทุนโครงสร้างพื้นฐานน่าสนใจมากขึ้น”

กองทุนหุ้นต่างประเทศ

TMBGQG
ทหารไทย Global Quality Growth
บลจ.ทหารไทย

นโยบายลงทุน : ลงทุนกองทุน Wellington Global Quality Growth Fund ในหน่วยลงทุนชนิด USD Class S Accumulating Unhedged เป็นกองทุนหลัก โดยกองทุนหลักมีนโยบายสร้างผลตอบแทนในระยะยาว โดยลงทุนในหุ้นสามัญ และใบแสดงสิทธิในผลประโยชน์ที่เกิดจากหลักทรัพย์อ้างอิง (Depositary receipts), หลักทรัพย์ที่เกี่ยวข้องกับอสังหาริมทรัพย์,ตราสารหนี้แปลงสภาพ, หุ้นบุริมสิทธิ์, ใบสำคัญแสดงสิทธิ์ และ ETFs รวมทั้งตราสารหนี้, เงินสดหรือตราสารเทียบเท่าเงินสด และตราสารอนุพันธ์ที่ออกโดยบริษัทต่างๆ ทั่วโลก

“สำหรับนักลงทุนที่มีกองทุนหุ้นไทยอยู่ในสัดส่วนที่มากแล้ว แนะนำให้กระจายออกไปลงทุนหุ้นต่างประเทศจะดีกว่า กองทุน TMBGQG เป็นกองทุนที่มองทั้งมุมของ Value และ Growth”

K-GHEALTH
เค โกลบอล เฮลท์แคร์ หุ้นทุน
บลจ.กสิกรไทย

นโยบายลงทุน : ลงทุนกองทุน JPMorgan Funds-Global Healthcare Fund, Class A และป้องกันความเสี่ยงจากอัตราแลกเปลี่ยนไม่น้อยกว่า 75% ของมูลค่าเงินลงทุนต่างประเทศ โดยกองทุนหลักเน้นลงทุนในตราสารทุนของบริษัทที่ประกอบธุรกิจดูแลสุขภาพทั่วโลกไม่น้อยกว่า 67% ของมูลค่าทรัพย์สินของกองทุน

“เรายังชอบกองทุนที่เป็น Mega Trend เพราะก่อนหน้านี้มูลค่าปรับลดลงมาแล้ว เช่น Healthcare ซึ่งแม้ว่า ในเดือน ธ.ค. 2561 ราคาจะลดลงมา แต่คาดว่า ปีนี้ ปีหน้า เราน่าจะเห็นการปรับตัวที่ดีขึ้น”

PWIN
ฟิลลิปเวิลด์อินโนเวชั่น
บลจ.ฟิลลิป (ประเทศไทย)

นโยบายลงทุน : ลงทุนกองทุนต่างประเทศ และ/หรือ ETFs ที่มีนโยบายลงทุนในตราสารทุนต่างประเทศทั่วโลกที่เกี่ยวข้องหรือได้รับประโยชน์จากนวัตกรรม โดยกระจายการลงทุนใน 5 ธีม ได้แก่ อีสปอร์ต-วีดีโอเกม ไซเบอร์ซิเคียวริตี้ นวัตกรรมอินเตอร์เน็ต นวัตกรรมด้านอุตสาหกรรมต่างๆ และธุรกิจไบโอเทคโนโลยี

“หุ้นเทคโนโลยี เป็น Mega Trend อีกอันหนึ่งที่น่าสนใจ แต่การลงทุนในอุตสาหกรรมเฉพาะเจาะจงมากๆ เช่น Robot เรามองว่า มันเสี่ยงเกินไป ในสถานการณ์ปัจจุบัน เพราะแต่ละอุตสาหกรรมจะมีวัฏจักรของตัวมันเอง เราจึงต้องการเปิดกว้างเป็นการลงทุนใน Digital Economy ซึ่งเป็นการกระจายความเสี่ยงแต่ละอุตสาหกรรมด้วย

นอกจากนี้ เรายังต้องการกองทุนที่กระจายตัวพอสมควร เพราะบางกองทุนยังให้น้ำหนักหุ้นตัวใดตัวหนึ่งมากเกินไป ดังนั้นหากหุ้นตัวนั้นเกิดปัญหา เช่น Tesla จะกระทบตัวกองทุนรุนแรง

ขณะที่กองทุน PWIN มีการกระจายตัว โดยไม่ได้กระจุกตัวอยู่ในหุ้นกลุ่ม FAANG + BAT (Facebook, Amazon, Apple, Netflix, Google, Baidu, Alibaba และ Tencent) แต่ลงทุนในหุ้นประมาณ 160 ตัว ผ่าน ETF”

กองทุนสินทรัพย์ทางเลือก

TGoldBullion-H
ธนชาตทองคำแท่ง-H
บลจ.ธนชาต

นโยบายลงทุน : ลงทุนโดยตรงในทองคำแท่งในต่างประเทศ ซึ่งมีมาตรฐานความบริสุทธิ์ของทองคำไม่ต่ำกว่า 99.5% (หรือความบริสุทธิ์ 995 ส่วนใน 1,000 ส่วน) และป้องกันความเสี่ยงอัตราแลกเปลี่ยนไม่ต่ำกว่า 90% ของจำนวนเงินลงทุนในต่างประเทศ

“แนะนำให้มีกองทุนทองคำติดพอร์ตไว้ เพื่อกระจายความเสี่ยงประมาณ 10% ของพอร์ต โดยเราเลือกกองทุน TGoldBullion-H เพราะลงทุนในทองคำแท่งจริงๆ มีการป้องกันความเสี่ยงอัตราแลกเปลี่ยน และขายได้รับเงินวันถัดไป (T+1) ทำให้ปรับพอร์ตได้ง่าย”