Oops! It appears that you have disabled your Javascript. In order for you to see this page as it is meant to appear, we ask that you please re-enable your Javascript!

SCBAM ปั๊มลูกค้าออนไลน์ 4 แสนราย ต่อยอดเทคโนโลยี AI เพิ่มศักยภาพลงทุน

SCBAM ปั๊มลูกค้าออนไลน์ 4 แสนราย ต่อยอดเทคโนโลยี AI เพิ่มศักยภาพลงทุน

HoonSmart.com>>บลจ.ไทยพาณิชย์ เปิดแผนปี 62 เน้นให้ความสำคัญลูกค้าเป็นอับดับ 1 มุ่งต่อยอดเทคโนโลยี AI เพิ่มศักยภาพการลงทุน พร้อมลุยดิจิทัลแพลตฟอร์มบริการลูกค้าครบวงจร ตั้งเป้าผู้ใช้บริการผ่านช่องทางดิจิทัลแตะ 4 แสนรายปีนี้

นายณรงค์ศักดิ์ ปลอดมีชัย ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุน (บลจ.) ไทยพาณิชย์ (SCBAM) เปิดเผยว่า แผนการดำเนินงานในปี 2562 บริษัทฯ ยังคงมุ่งมั่นที่จะบรรลุเป้าหมายการเป็นบลจ.ที่ได้รับความไว้วางใจสูงสุด โดยให้ความสำคัญกับลูกค้าเป็นลำดับแรก ผ่านแนวทางการปฏิบัติให้เกิดประสิทธิภาพทั้งการบริหารกองทุนให้มีผลการดำเนินงานที่ดี การบริการและพัฒนาประสบการณ์ที่ดีของลูกค้าต่อบลจ. รวมถึงการคิดค้นและพัฒนาผลิตภัณฑ์และบริการใหม่ๆ อย่างต่อเนื่อง เพื่อประโยชน์สูงสุดของลูกค้า

“ปีนี้เราไม่มีเป้า AUM จะเน้นเรื่องคุณภาพ เข้าถึงลูกค้าและเป็นปีแรกที่จะวัดความพึงพอใจจากลูกค้า ผ่านดิจิทัลแพลตฟอร์ม ทำให้เราประเมินตัวเองได้ และเข้าใจลูกค้ามากขึ้น”นายณรงค์ศักดิ์ กล่าว

ณรงค์ศักดิ์ ปลอดมีชัย ,นันท์มนัส เปี่ยมทิพย์มนัส

สำหรับแผนการออกกองทุนในปีนี้จะตอบโจทย์ลูกค้ามากขึ้น โดยจะออกกองทุนคุ้มครองเงินต้น เนื่องจากมองว่าในปีนี้ตลาดยังคงผันผวนต่อเนื่อง รวมถึงออกกองทุนตราสารหนี้ระยะสั้นโดยใช้แมชชีนบริหาร กองทุน ESG จากปัจจุบันบริษัทฯ มีกองทุนที่บริหารจัดการครอบคลุมทุกประเภทสินทรัพย์ เน้นการลงทุนในหลักทรัพย์ที่มีคุณภาพผสานกับกระบวนการลงทุนแบบเชิงรุก (Active) เพื่อให้ได้ผลลัพธ์ที่ดีที่สุดจากการบริหารกองทุน ซึ่งปัจจุบันมีกองทุนภายใต้การบริหารที่ได้ Morningstar 4 – 5 ดาว กว่า 20 กองทุน ทั้งกองทุนไทยและต่างประเทศในทุกประเภทสินทรัพย์ ทั้งหุ้น ตราสารหนี้ และผสม

นอกจากนี้กองทุนรวมที่ลงทุนในต่างประเทศ (FIF) ได้คัดเลือกกองทุนต่างประเทศที่มีคุณภาพและเกือบทุกกองทุนที่เลือกลงทุนได้รับการจัดอันดับ Morningstar ในระดับ 4 – 5 ดาวเช่นกัน โดยบริษัทฯ มีการติดตามดูแลกองทุนต่างประเทศอย่างต่อเนื่องเพื่อรักษาคุณภาพของกองทุนที่คัดเลือกมาให้ผู้ลงทุน

นายณรงค์ศักดิ์ กล่าวว่า บริษัทฯ ยังมุ่งสู่การเป็นผู้นำด้านดิจิทัลด้วยการต่อยอดนำระบบ AI และ Machine Learning มาขยายการลงทุนไปทั่วโลก รวมถึงนำมาใช้กับการลงทุนใน FX, ตราสารหนี้ ตลอดจนนำมาใช้ในการจัดสรรสินทรัพย์ และการทำ Market Timing โดยปัจจุบัน บลจ.ไทยพาณิชย์ได้เริ่มนำระบบการประมวลภาษาธรรมชาติ หรือ Natural Language Processing (NLP) เข้ามาใช้ประมวลผลข้อมูลที่เป็นข้อความ (text data) จากแหล่งข้อมูลต่าง ๆ เพื่อพิจารณาเลือกหุ้นที่จะลงทุนซึ่งมีความแม่นยำค่อนข้างสูง

“ปีที่ผ่านมาเราได้ทดลองนำข้อมูลข่าวสารและบทวิเคราะห์จากโบรกเกอร์ซึ่งมีเข้ามาเป็นจำนวนมากในแต่ละวัน โดยการแปลงให้เป็น sentiment score เพื่อใช้เลือกหุ้นที่จะลงทุนซึ่งเมื่อทดลองแล้วเห็นผลที่ค่อนข้างแม่นยำ จึงมีแผนจะขยายการนำข้อมูล text จากแหล่งข้อมูลอื่น ๆ มาใช้เพิ่มขึ้น เช่น ข้อมูลจาก social media FB, twitter, หรือการค้นหาคำใน google เพื่อเพิ่มความแม่นยำให้กับ factor ของกองทุนให้มากขึ้น” นายณรงค์ศักดิ์ กล่าว

นอกจากนี้ ยังได้วางเป้าหมายให้บลจ.ไทยพาณิชย์เป็นองค์กรแห่งการเรียนรู้ ด้วยการเร่งพัฒนา SCBAM Digital Platform เพื่อนำเสนอบริการและให้ข้อมูลข่าวสารความรู้กับลูกค้าได้อย่างครบวงจร ซึ่งได้รับการตอบรับเป็นอย่างดีจากนักลงทุน ครอบคลุม เช่น SCBSETE ซึ่งเป็นกองทุนฟรีค่าธรรมเนียมเสนอขายผ่านช่องทางออนไลน์เท่านั้น เพื่อเป็นการขยายฐานลูกค้าใหม่ผ่านทางดิจิทัล

สำหรับ SCBAM Line Official พร้อม Chatbot ยังเป็นช่องทางการสื่อสารตรงถึงลูกค้าผ่านออนไลน์แชทสำหรับให้ลูกค้าสอบถามข้อมูลกองทุนต่าง ๆ ได้อย่างสะดวกรวดเร็ว พร้อมข้อมูลอัพเดทต่าง ๆ อย่างทันสถานการณ์ และ SCBAM website โฉมใหม่ที่มีการวางแผนการลงทุนเฉพาะบุคคล สำหรับนักลงทุนมือใหม่ที่อาจเพิ่งเริ่มลงทุน รวมทั้งการให้ข้อมูลข่าวสารความรู้ผ่าน Social Media เช่น Facebook และ YouTube
“การขยายฐานลูกค้าผ่านช่องทางดิจิทัล ไม่ได้ทำเพียงเฉพาะช่องทาง SCB และ SCBAM เท่านั้น แต่รวมถึงตัวแทนขายต่าง ๆ ด้วยที่บลจ.จับมือกับตัวแทนขายใหม่ๆ ที่เป็นออนไลน์แพลตฟอร์ม โดยคาดบรรลุเป้าหมายผู้ใช้บริการผ่านช่องทางดิจิทัล 400,000 รายในปีนี้

ปัจจุบัน บลจ.ไทยพาณิชย์ มีมูลค่าทรัพย์สินสุทธิภายใต้การจัดการ (AUM) ณ วันที่ 31 ม.ค.2562 รวม 1,502,695.16 ล้านบาท ยังคงเป็นอันดับ 1 ในอุตสาหกรรม ด้วยส่วนแบ่งตลาดสูงสุด 20.63 % ซึ่งกองทุนของบลจ.ไทยพาณิชย์ มีการเติบโตมากที่สุดในกลุ่มธุรกิจกองทุนส่วนบุคคล มี AUM สูงถึง 423,847.82 ล้านบาท มีส่วนแบ่งตลาด 42.7% และยังครองอันดับ 1 อย่างต่อเนื่องจากปี 2557 ส่วนธุรกิจกองทุนสำรองเลี้ยงชีพ (Provident Fund) มี AUM อยู่ที่ 116,487.37 ล้านบาท และธุรกิจกองทุนรวม มี AUM อยู่ที่ 962,359.97 ล้านบาท ซึ่งรวมกองทุนรวมโครงสร้างพื้นฐาน Infrastructure Fund มูลค่ารวม 146,070 ล้านบาท และกองทุนรวมอสังหาริมทรัพย์ 20,250 ล้านบาท (ที่มา: ข้อมูลจากสมาคมบริษัทจัดการลงทุน ณ วันที่ 31 มกราคม 2562)

ด้านนางนันท์มนัส เปี่ยมทิพย์มนัส รองกรรมการผู้จัดการและประธานเจ้าหน้าที่บริหารการลงทุน บลจ.ไทยพาณิชย์ กล่าวว่า ภาพรวมการลงทุนปี 2562 มองตลาดจะมีความผันผวนลักษณะใกล้เคียงกับปีที่แล้ว ทำให้นักลงทุนสามารถหาจังหวะทำกำไรจากตลาดหุ้นได้ โดยตั้งแต่ต้นปีนี้ตลาดหุ้นทั้งตลาดพัฒนาแล้ว และตลาดเกิดใหม่ ต่างก็ให้ผลตอบแทนเป็นบวก โดยหุ้นไทยบวก 5% หุ้นโลกบวกกว่า 10% แตกต่างกับช่วงปลายปีที่แล้วที่เกือบทุกตลาดติดลบ จะมีแค่คนถือเงินสดและทองคำที่เป็นบวก โดยตลาดหุ้นโลกปรับตัวขึ้นหลังจากประเด็นความเสี่ยงที่ตลาดเคยกังวลว่าเศรษฐกิจชะงักลงมีพัฒนาการไปในทางที่ดีขึ้น

นอกจากนี้ท่าทีของธนาคารกลางสหรัฐอเมริกา (Fed) ผ่อนปรนมากขึ้นจากการใช้นโยบายการเงินที่ขึ้นดอกเบี้ย 4 ครั้งในปีที่ผ่านมา และมีส่งสัญญาณใน dot-plot จะขึ้นอีก 3 ครั้งในปี 2562 (เดือนกันยายน) แต่เดือนธันวาคมกลับกลายปรับลงเหลือ 2 ครั้ง และในการประชุมครั้งล่าสุดเริ่มมีการพูดถึงการหยุดลดขนาด Balance Sheet ขณะที่ธนาคารกลางยุโรป เริ่มพูดถึงโอกาสที่จะทำโปรแกรมอัดฉีดเงินอีก (LTRO) รวมถึงความคืบหน้าของการเจรจาการค้าระหว่างสหรัฐฯ และจีนใกล้จะหาข้อตกลงกันได้

อย่างไรก็ตามมุมมองดังกล่าวเป็นตัวหนุนตลาดที่ผ่านมา บลจ.ไทยพาณิชย์ยังมองว่าการที่ตลาดหุ้นปรับตัวขึ้นมาด้วยความคาดหวังเหล่านี้ที่อาจจะดูสวนทางกับตัวเลขเศรษฐกิจโลกที่ทยอยออกมาไม่ดี โดยดูจากตัวเลขดัชนีผู้จัดการฝ่ายซื้อภาคการผลิต (Manufacturing PMI) ที่ออกมาทั้งจากสหรัฐฯ ยุโรป และจีน ก็ต่ำกว่าที่ตลาดคาดการณ์ (จีนและยุโรปต่ำกว่า 50 หมายถึงเศรษฐกิจชะลอตัว) รวมถึงการปรับผลกำไรคาดการณ์ของบริษัทจดทะเบียนลง จะส่งผลให้ตลาดมีโอกาสผันผวนได้ถ้ายังไม่เห็นสัญญาณตัวเลขเศรษฐกิจที่ดีขึ้น

“สำหรับมูลค่าพื้นฐาน (Valuation) ตลาดส่วนใหญ่กลับมาที่จุดระดับค่าเฉลี่ยไม่ได้ถูกไม่ได้แพงจนเกินไป จะมีเพียงตลาดจีน และไทยที่เห็นว่ามีความน่าสนใจเนื่องจากซื้อขายที่ระดับต่ำกว่าค่าเฉลี่ย PE 15.5 เท่า และจีนเองก็มีมาตการกระตุ้นเศรษฐกิจจากรัฐบาล ในขณะที่ไทยจะมีความชัดเจนจากการเลือกตั้ง”นางนันท์มนัส กล่าว