Oops! It appears that you have disabled your Javascript. In order for you to see this page as it is meant to appear, we ask that you please re-enable your Javascript!

STEC-STPI มีดี มากกว่าพรรคภูมิใจไทย

STEC-STPI มีดี มากกว่าพรรคภูมิใจไทย

HoonSmart.com>>นักลงทุนพุ่งเป้าเข้าหาหุ้น บริษัท ซิโน-ไทย เอ็นจีเนียริ่งแอนด์คอนสตรัคชั่น(STEC) และ บริษัท เอสทีพี แอนด์ ไอ (STPI)ของเสี่ยหนู “อนุทิน ชาญวีรกูล “ เต็มตัว ส่งผลให้ราคาหุ้นติดลมบน หลังจากรู้ผลการเลือกตั้งเบื้องต้น ” พรรคภูมิใจไทย” สร้างปรากฎการณ์ใหม่ชนะพรรคประชาธิปัตย์ กวาดส.ส.ได้มากถึง 39 ที่นั่ง เพิ่มอำนาจต่อรอง ไม่ว่า”พรรคเพื่อไทย” หรือ “พรรคพลังประชารัฐ” จะเป็นแกนนำจัดตั้งรัฐบาลชุดใหม่

STEC ยังจะได้รับประโยชน์โดยตรงจากการสานต่อนโยบายการลงทุนโครงสร้างพื้นฐานของประเทศ คิดเป็นมูลค่าเงินลงทุนหลายแสนล้านบาท

ประเด็นสำคัญอยู่ที่ “STEC และ STPI” มีปัจจัยพื้นฐานแข็งแกร่งมาก โดยเฉพาะ STEC มีงานในมือมากกว่า 1 แสนล้านบาท

ปัจจุบัน บริษัท ซิโน-ไทย เอ็นจีเนียริ่งแอนด์คอนสตรัคชั่น ของหัวหน้าพรรคภูมิใจไทย ไม่ได้เป็นบริษัทรับเหมาก่อสร้างชั้นนำประเทศไทยเท่านั้น

การทำธุรกิจรับเหมาฯ ในอดีต “การมีขนาดใหญ่”เป็นเรื่องสำคัญ แต่ปัจจุบันไม่มีความหมายอีกต่อไปแล้ว เพราะการแข่งขันดุเดือดมาก ตัดราคากันอย่างหนัก บางงานแม้รู้ทั้งรู้ว่าขาดทุนก็ต้องก้มหน้าก้มตาประมูลเข้ามา เพื่อให้พนักงานมีงานทำ นำต้นทุนไปถัวเฉลี่ยกับโครงการที่มีกำไร เพียงเพื่อให้ธุรกิจเดินหน้าต่อไปได้

บริษัทมีการปรับโมเดลธุรกิจ เพิ่มรายได้ประจำ ขยายการลงทุนในหุ้น ร่วมลงทุนในโครงการต่างๆ จากการจับมือกับพันธมิตรหลายกลุ่มเข้าประมูลโครงการขนาดใหญ่ เพื่อนำมาต่อยอดธุรกิจรับเหมาก่อสร้าง สนับสนุนให้กำไรเติบโตอย่างต่อเนื่อง ไม่ผันผวนเหมือนที่ผ่านมา

บริษัทร่วมกับ บริษัท บีทีเอส กรุ๊ป โฮลดิ้งส์ (BTS)และบริษัท ผลิตไฟฟ้าราชบุรีโฮลดิ้ง (RATCH) ในนามของ “กิจการร่วมค้า บีเอสอาร์” ชนะการประมูลโครงการรถไฟฟ้าสายสีชมพู (ช่วงแคราย-มีนบุรี และโครงการรถไฟฟ้าสายสีเหลือง(ช่วงลาดพร้าว- สำโรง) และยังอยู่ระหว่างรอผลอีกหลายโครงการ อาทิโครงการรถไฟความเร็วสูงเชื่อม 3 สนามบิน ได้แก่ สนามบินดอนเมือง สนามบินสุวรรณภูมิ และสนามบินอู่ตะเภา

ส่วนโครงการพัฒนาสนามบินอู่ตะเภาและเมืองการบินภาคตะวันออก ได้ร่วมกับบริษัท การบินกรุงเทพ และบริษัท บีทีเอสกรุ๊ป โฮลดิ้งส์ ในนามของ “กิจการร่วมค้าบีบีเอส”

นอกจากนี้ยังร่วมกับบริษัทช.การช่าง 60 % บริษัทฯถือหุ้น 40% ในกิจการร่วมค้า ซีเคเอสที ได้งานรถไฟฟ้าสายสีส้ม (ตะวันออก) สัญญา E1 : งานโยธาส่วนใต้ดิน ช่วงศูนย์วัฒนธรรมแห่งประเทศไทย -รามคำแหง 12 รวมถึงกิจการร่วมค้า เอสทีทีพี บริษัทถือ 51% บริษัท ไทยพีค่อนและอุตสาหกรรม ลงทุน 49% ได้โครงการก่อสร้างรถไฟทางคู่ ช่วงนครปฐม – หัวหิน สัญญาที่ 2 (ช่วงหนองปลาไหล – หัวหิน)

เป็นเรื่องปกติของการลงทุนในโครงการขนาดใหญ่ จะต้องใส่เงินก้อนโตเข้าไปก่อน กว่าจะเก็บเกี่ยวรายได้ต้องรอเวลา… บริษัทต้องพึ่งพาธุรกิจหลัก รับเหมาก่อสร้าง ซึ่งรายได้และกำไรมีความไม่แน่นอน ส่งผลให้ ปี 2560 บริษัทประสบปัญหาขาดทุนสุทธิ 611 ล้านบาท

จากสถิติของ STEC ในแต่ละปี บริษัทมีกำไรสุทธิมากกว่า 1,000 ล้านบาท แต่จู่ๆในปี 2560 พลิกมาขาดทุน เกิดจากการบันทึกสํารองผลขาดทุนของโครงการก่อสร้างขนาดใหญ่ ตามราคาวัสดุก่อสร้างและค่าแรงที่ปรับตัวขึ้นสูงอย่างมีนัยสำคัญ การขยายระยะเวลาในสัญญางานก่อสร้างโครงการขนาดใหญ่ ทำให้บริษัทมีค่าใช้จ่ายทั้งสิ้น 21,965 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 30% แซงหน้ารายได้ที่ทำได้ทั้งสิ้น 21,159 ล้านบาท เติบโต 14% เป็นสัญญาณเตือนภัยว่าจะทำมาหากินแบบเดิมอีกต่อไปไม่ได้แล้ว

ปลายปี 2560 STEC ได้เข้าไปซื้อหุ้นไอพีโอของ บริษัท กัลฟ์ เอ็นเนอร์จี ดีเวลลอปเมนท์(GULF) จำนวน 40 ล้านหุ้น ในราคาหุ้นละ 45 บาท ใช้เงินประมาณ 1,800 ล้านบาท ปัจจุบันยังคงถืออยู่ ซึ่งก็ไม่ผิดหวัง ได้กำไรมากกว่าสองเด้ง เด้งทื่ 1 กำไรจากราคาหุ้นมากกว่า 1 เท่าตัว แถมเงินปันผลทุกปีแน่นอน เด้งที่ 2 ได้งานก่อสร้างโรงไฟฟ้าของกัลฟ์มาหลายโครงการ อาทิ โรงไฟฟ้ากัลฟ์ปลวกแดง ,โรงไฟฟ้ากัลฟ์ศรีราชา และโรงไฟฟ้ากัลฟ์จะนะกรีน ไม่รวมงานที่กัลฟ์ฯวางแผนจะลงทุนอีกหลายโครงการทั้งในและต่างประเทศ….

ในปี 2561 กลับมามีกำไร 1,616 ล้านบาท รายได้หลัก จากการก่อสร้างเติบโต 37% เป็น 27,468 ล้านบาท แถมค่าเช่าและบริการอีกจำนวน 68 ล้านบาท มีกำไรพิเศษจากการปรับมูลค่ายุติธรรมของยุติธรรมของอสังหาริมทรัพย์เพื่อการลงทุนจํานวน 262 ล้านบาท กําไรจากการขายเงินลงทุนระยะยาวจํานวน 56 ล้านบาท

ทั้งนี้ ในปี 2561 บริษัทมีเงินลงทุนในระยะยาวเพิ่มขึ้นมาก เป็น 7,248 ล้านบาท จากจำนวน 2,454 ล้านบาท ในปีก่อนหน้า เกิดจากบริษัทที่ STEC เข้าไปร่วมลงทุนในกิจการร่วมค้าต่าง ๆสำหรับการเข้าประมูลโครงการขนาดใหญ่

STEC เดินทางถูกทาง ส่งผลให้กำไรจะดียิ่งขึ้นในระยะยาว จึงไม่แปลกใจที่นักวิเคราะห์ 14 ราย จากทั้งหมด 15 ราย แนะนำให้”ซื้อ” ราคาเฉลี่ย 29 บาท ยังห่างจากราคาในตลาดขณะนี้ที่ 23.80 บาท มากกว่า 20% หลังคาดการณ์การเติบโตของกำไรสูงขึ้นมากในปี 2562 บล.บัวหลวงเป็นรายเดียวที่แนะนำให้”ถือ” ให้ราคาต่ำสุด 22.10 บาท ส่วน บล.ดีบีเอส วิคเคอร์ส(ประเทศไทย) ให้ราคาสูงสุด 31 บาท

บล.ทิสโก้ให้ราคาพื้นฐาน 29 บาท เห็นผลกำไรเริ่มเข้ามาดีต่อเนื่องตั้งแต่ครึ่งหลังปีที่แล้วจากการรับรู้รายได้จากการก่อสร้างโครงการใหม่ที่เร่งตัวขึ้น มองแนวโน้มกำไรปีนี้ในเชิงบวก ทั้งจากงานในมือที่มีสูงถึง 1.2 แสนล้านบาท และการประมูลงานใหม่ ๆ ในช่วงครึ่งปีหลัง หลังได้รัฐบาลชุดใหม่และ บล.ฟิลลิปให้ราคาเป้าหมาย 28.60 บาท

ส่วนบริษัท เอสทีพี แอนด์ ไอ(STPI) ที่มี “อนุทิน ชาญวีรกูล” ถือหุ้นอันดับหนึ่ง จำนวน 164 ล้านหุ้น คิดเป็น 10.3% ของทุนเรียกชำระแล้ว ราคาหุ้นก็ขยับขึ้นแรง มากกว่า 6 บาท ธุรกิจจะเติบโตเป็นเงินตามโต STEC

งานก่อสร้างต้องการใช้บริการจาก STPI ที่มีการแปรรูปและติดตั้งโครงสร้างเหล็ก ระบบท่อ โรงงานสำเร็จรูป และ ผลิตภัณฑ์เหล็กอื่น ๆ ในอุตสาหกรรมก่อสร้าง ระบบสาธารณูปโภคขั้นพื้นฐาน โรงไฟฟ้า โรงกลั่นน้ำมัน โรงแยกก๊าซ โรงงานอุตสาหกรรมขนาดใหญ่ อาคาร รวมทั้งเครื่องจักรและอุปกรณ์ที่ใช้ในงานอุตสาหกรรมต่างๆ ด้วย

นักวิเคราะห์เห็นผลงานโดดเด่นของ STPI จึงได้ปรับประมาณการกำไรเพิ่มถึง 101.8% จากที่ประมาณการไว้ในวันที่ 28 ก.พ. อยู่ที่ 143.9 ล้านบาท ล่าสุดวันที่ 25 มี.ค. ปรับเพิ่มเป็น 290.4 ล้านบาท

เห็นอนาคตของธุรกิจและการเติบโตของ STEC และ STPI ในระยะยาว รวมถึงอานิสงส์”เสี่ยหนู”เข้าร่วมรัฐบาล เชื่อว่าจะสนับสนุนให้ราคาหุ้นไปต่อไปอีกไกล!!!