Oops! It appears that you have disabled your Javascript. In order for you to see this page as it is meant to appear, we ask that you please re-enable your Javascript!

MTC เครดิตเพิ่มเป็น BBB+ ทริสคาดทะยานต่อ 2-3ปีสบาย

MTC เครดิตเพิ่มเป็น BBB+ ทริสคาดทะยานต่อ 2-3ปีสบาย

HoonSmart.com>>ทริสเรทติ้งเพิ่มอันดับเครดิตบริษัท-หุ้นกู้ เมืองไทย แคปปิตอล   เห็นผู้นำธุรกิจ สร้างกำไรโตยั่งยืน  ดูแลคุณภาพหนี้และลูกค้าดี  แหล่งเงินทุนหลากหลาย คาดเติบโตแข็งแกร่งต่อเนื่อง 2-3 ปี  ก่อนหน้านี้ผู้บริหารคาดว่า หากได้รับการปรับเครดิต BBB+ เปิดทางสถาบันเข้ามาลงทุนได้และต้นทุนทางการเงินลดลง 

บริษัททริสเรทติ้งเพิ่มอันดับเครดิตองค์กร & หุ้นกู้ไม่ด้อยสิทธิ ไม่มีหลักประกัน บริษัทเมืองไทย แคปปิตอล(MTC) เป็น “BBB+” จากระดับ”BBB” แนวโน้ม “คงที่”สะท้อนถึงผลงานที่ยั่งยืนในการเป็นผู้นำในตลาดของผลิตภัณฑ์หลัก การให้บริการสินเชื่อส่วนบุคคลแบบมีหลักประกัน รวม ถึงความสามารถในการทำกำไรที่แข็งแกร่งมาโดยตลอด คุณภาพของสินทรัพย์ที่ได้รับการควบคุมเป็นอย่างดี แหล่งเงินทุนที่มีความหลากหลายมากขึ้นและสภาพคล่องในระดับที่เพียงพอ

แนวโน้มอันดับเครดิต “คงที่” สะท้อนถึงมุมมองของทริสเรทติ้งว่าบริษัทจะสามารถรักษาสถานะทางการตลาดและมีผลประกอบการที่น่าพอใจตามที่ทริสเรทติ้งประมาณการไว้

“ตั้งแต่บริษัทเข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย(บจ.) เมื่อวันที่ 26 พ.ย.2557 บริษัทได้พิสูจน์ให้เห็นถึงการเติบโตอย่างเข้มแข็งของธุรกิจ สินเชื่อรวมคงค้างเติบโตจาก 7,450 ล้านบาท ณ สิ้นปี 2557 มาอยู่ที่ 48,050 ล้านบาท ณ สิ้นปี 2561 โดยในปี 2561 สินเชื่อขยายตัว 35% จากปีก่อนหน้า คาดว่าจะเติบโต 20-30% ระหว่างปี 2562-2564 การเป็นผู้นำธุรกิจเกิดจากความเข้าใจตลาด และเครือข่ายสาขาทั่วประเทศ รวมถึงพื้นที่ชนบทจังหวัดต่าง ๆ สิ้นปี 2561 บริษัทมีสาขาทั้งสิ้น 3,279 สาขา เพิ่มขึ้นจาก 506 สาขาในปี 2557 เติบโตเฉลี่ย 45% ต่อปี ด้วยแผนการเปิดสาขาประมาณ 600 สาขาต่อปี ทริสเรทติ้งคาดหวังว่าบริษัทจะรักษาความเป็นผู้นำในตลาดธุรกิจการให้สินเชื่อขนาดเล็กหรือไมโครไฟแนนซ์ได้ตลอดระยะเวลา 2 ถึง 3 ปีข้างหน้า” บริษัททริสเรทติ้งระบุ

นอกจากนี้ ทริสเรทติ้งยังคาดการณ์กำไรสุทธิ จะเติบโตต่อเนื่องระดับ 20-30% โดยมีอัตราส่วนผลตอบแทนต่อสินทรัพย์รวมเฉลี่ย(ROA)อยู่ที่ประมาณ 8.5% ในอีก 3 ปีข้างหน้ามีอัตราดอกเบี้ยรับสูงของผลิตภัณฑ์สินเชื่อต่าง ๆ รวมถึงต้นทุนทางการเงินค่อนข้างต่ำ และคุณภาพสินทรัพย์ที่ดี จะช่วยสนับสนุนให้กำไรอยู่ในระดับที่แข็งแรง ซึ่งในปี 2561 กำไรเติบโต 48% ถือว่าสูงกว่าคู่แข่งในตลาด คาดว่าบริษัทจะยังคงรักษาผลประกอบการให้อยู่ในระดับที่แข็งแรงได้ แม้ต้นทุนทางการเงิน ค่าใช้จ่ายในการดำเนินงาน รวมถึงการแข่งขันที่เพิ่มมากขึ้นก็ตาม

บริษัทควบคุมคุณภาพสินทรัพย์เป็นอย่างดี สามารถต้านทานต่อสภาพแวดล้อมเศรษฐกิจที่อ่อนแอ ซึ่งสะท้อนได้จากการมีอัตราส่วนสินเชื่อที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้ (สินเชื่อค้างชำระมากกว่า 90 วัน) ต่อสินเชื่อรวมอยู่ในระดับค่อนข้างต่ำในช่วงหลายปีที่ผ่านมา ณ สิ้นปี 2561 ลดลงมาอยู่ที่ 1.1% จาก 1.2% ในปีก่อนหน้า ถือว่าต่ำที่สุดในช่วง 4 ปีที่ผ่านมา เป็นผลจากการจัดการความเสี่ยงที่ดี โดยเฉพาะนโยบายการอนุมัติสินเชื่อที่เข้มงวดและกระบวนการจัดเก็บหนี้ที่มีประสิทธิภาพ บริษัทกระจายพอร์ตสินเชื่อมาโดยตลอด และรักษาการกระจุกตัวของลูกค้า 20 รายแรกอยู่ในระดับที่ต่ำกว่า 1% จะได้รับผลกระทบของการผิดชำระหนี้ของลูกค้ารายใดรายหนึ่งน้อยลง

ทริสเรทติ้งประเมินแหล่งเงินทุนและสภาพคล่องของบริษัทว่าอยู่ในระดับที่เพียงพอ จากแหล่งเงินทุนที่หลากหลาย ประกอบไปด้วยหุ้นกู้ สัดส่วน 53% สินเชื่อระยะยาว 22% และตั๋วสัญญาใช้เงินจากธนาคาร 18% รวมถึงตั๋วแลกเงิน 7% นอกจากนี้ การเป็นบจ.ทำให้ความยืดหยุ่นทางการเงินจากการเข้าถึงตลาดทุนได้ นอกจากนี้ ในเดือนก.พ.2562 ที่ผ่านมา บริษัทได้เพิ่มความยืดหยุ่นทางการเงินด้วยการออกหุ้นกู้มูลค่า 4,000ล้านบาท เสนอขายแก่นักลงทุนทั่วไปเป็นครั้งแรก ณ สิ้นปี 2561 บริษัทมีวงเงินสินเชื่อที่ยังไม่เบิกใช้จำนวน 7,180 ล้านบาท นอกจากเงินที่จะได้จากการจ่ายชำระคืนจากลูกหนี้ ทริสฯคาดว่าเงินทุนและสภาพคล่องของบริษัทจะเพียงพอต่อการขยายตัวของธุรกิจและจ่ายคืนหนี้สินตลอดระยะเวลา 2 ถึง 3 ปีข้างหน้า

การก่อหนี้อยู่ในระดับที่ยอมรับได้ เมื่อพิจารณาจากข้อกำหนดสำคัญทางการเงินของวงเงินสินเชื่อจากสถาบันการเงิน บริษัทจะต้องดำรงอัตราส่วนหนี้สินต่อส่วนของผู้ถือหุ้นไว้ไม่เกิน 4 เท่า ณ สิ้นปี2561 อยู่ที่ 3.0 เท่า ลดลงมาจากปีก่อนหน้าเล็กน้อยที่ 3.1 เท่า ทริสคาดว่าบริษัทจะรักษาระดับที่ประมาณ 3 เท่า ระหว่างปี 2562-2564 แม้จะมีแผนการขยายธุรกิจ เพราะมีความสามารถในการทำกำไรที่เข้มแข็งและนโยบายการจ่ายเงินปันผลที่ระมัดระวัง

เมื่อปลายปีที่ผ่านมา ผู้บริหาร MTC คาดว่าบริษัทมีโอกาสได้ปรับอันดับเครดิตเป็น BBB+  ซึ่งจะเปิดโอกาสให้นักลงทุนสถาบันไทยสามารถเข้ามาลงทุนในหุ้นของบริษัทได้ และต้นทุนหุ้นกู้จะลดลงได้ประมาณ 0.30-0.50% ต่อปี