Oops! It appears that you have disabled your Javascript. In order for you to see this page as it is meant to appear, we ask that you please re-enable your Javascript!

HoonSmart.com ก้าวเข้าสู่ปีที่ 2 ‘หุ้นอนาคตดี มีไว้ไม่ผิดหวัง’

HoonSmart.com ก้าวเข้าสู่ปีที่ 2 ‘หุ้นอนาคตดี มีไว้ไม่ผิดหวัง’

สำนักข่าว HoonSmart.com ก้าวเข้าสู่ปีที่ 2 ได้จัดสัมมนาเรื่อง ‘หุ้นอนาคตดี มีไว้ไม่ผิดหวัง’ ที่โรงแรมอโนมา ให้กับแฟนเพจและประชาชนทั่วไปที่สนใจเข้าร่วมฟังฟรี โดยมีวิทยากรผู้มากด้วยความรู้และประสบการณ์จากบริษัทจดทะเบียนและด้านการลงทุนตรึงผู้เข้าร่วมงานอยู่กันจนเลิก

BANPU อยู่ใน 3 พลังงานเมกะเทรนด์

นางสมฤดี ชัยมงคล ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัทบ้านปู (BANPU) เปิดมุมมอง “พลังงานครบวงจร” ว่า ปัจจุบันภาพของบ้านปูเปลี่ยนไปจากความเป็นธุรกิจถ่านหิน หรือ โรงไฟฟ้าถ่านหิน ผันสู่รูปลักษณ์ใหม่ คือ การเป็นผู้ให้บริการพลังงานแบบครบวงจร ตั้งแต่ต้นน้ำ กลางน้ำ และปลายน้ำ ดำเนินธุรกิจภายใต้กลยุทธ์ Greenter คือ เขียวขึ้น Smarter นำเทคโนโลยี ที่เป็นดิจิทัลใหม่ๆ เข้ามาใช้ เพราะเห็นแนวโน้มการใช้พลังงานของโลกต้องเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมมากขึ้น

ปัจจุบัน บ้านปู มี 3 กลุ่มธุรกิจ กระจายอยู่ใน 10 ประเทศ คือ 1. ธุรกิจถ่านหิน ที่ยังคงเป็นรายได้หลัก  ได้เพิ่มธุรกิจแก๊สธรรมชาติเข้ามาคือ เชลแก๊สในสหรัฐอเมริกา ที่มีกำลังการผลิตคิดเป็นเป็น 1 ใน 3 ของแหล่งบงกช ซึ่งผลิตขายในสหรัฐอเมริกาเท่านั้น ลงทุนไป 522 ล้านเหรียญในปี 2561 ได้กำไรก่อนภาษีก่อนดอกเบี้ยกลับมา 102 ล้านเหรียญสหรัฐ คิดเป็น 25% ของเงินที่ลงทุนไป และมีแผนที่จะลงทุนต่อ เพราะเป็นธุรกิจที่มีกระแสเงินสดดี

สมฤดี ชัยมงคล

2.มีการตั้งกลุ่มธุรกิจผลิตพลังงานไฟฟ้า เพื่อผลิตไฟฟ้า 2 แบบ โดยแบบที่ 1 เป็นโรงไฟฟ้าที่บ้านปูทำมาตั้งแต่ดั้งเดิม คือ โรงไฟฟ้าถ่านหิน ที่ลาว แต่ขายไฟให้กับคนไทย และมีการพัฒนาคุณภาพถ่านหินให้มีค่ากำมะถันต่ำ ทำให้เป็นถ่านหินสะอาด มีการขนส่งถ่านหินสะอาด ค้าถ่านหินจากอินโดนีเซีย ออสเตรเลีย เข้าไปในจีน และ เวียดนาม โดยเฉพาะขายถ่านหินให้เวียดนามปีที่แล้ว 1.2 ล้านตัน และปีนี้ได้สัญญากับทางการไฟฟ้าเวียดนามแล้วอีก 1.2 ล้านตัน

แบบที่ 2 โรงไฟฟ้าพลังงานหมุนเวียนที่เป็นพลังงานแสงอาทิตย์ที่ประเทศญี่ปุ่น จำนวน 16 โครงการ ในประเทศจีน จำนวน 6 โครงการ และจะมีพลังงานลม ที่ประเทศเวียดนาม 1 โครงการ ปัจจุบันมีกำลังการผลิต 465 เมกะวัตต์ มีเป้าหมายที่จะเพิ่มขึ้นเป็น 860 เมกะวัตต์ คือ 20% ของเป้าหมายหลัก

ทั้งนี้ คาดว่า ธุรกิจไฟฟ้าบ้านปูในปี 2025 จะมีกำลังการผลิตทั้งสิ้น 4,300 เมกะวัตต์ โดย 20% จะมาจากพลังงานหมุนเวียน คาดว่ากำลังการผลิตจะสูงกว่าเป้าหมายหลักที่วางไว้ เพราะธุรกิจพลังงานหมุนเวียนจะทำได้ถึง 1,000 เมกะวัตต์ ในอนาคต จะพัฒนาโรงไฟฟ้าพลังงานหมุนเวียนเพิ่มขึ้น

3. ธุรกิจเทคโนโลยีพลังงาน เริ่มจากการสร้างพลังงานจากโซล่าร์บนหลังคา ภายใต้บริษัท ดูร่าพาวเวอร์ ที่ ไทย สิงคโปร์ เวียดนาม และอีกหลายๆ ประเทศในภูมิภาคเอเชีย ซึ่งจะให้บริการลูกค้าครบวงจร ตั้งแต่การบริหารการใช้พลังงาน การกักเก็บพลังงาน สามารถใช้บ้านปูได้ และอีกส่วนหนึ่งการใช้รถไฟฟ้าวิ่งรับส่งคน จะมีการช่วยลูกค้าออกแบบพื้นที่ในโรงเรียน โรงแรม โรงพยาบาล โรงงาน ห้างสรรพสินค้า

ปีที่ผ่านมามีกำลังการผลิตแบตเตอรี่ 80 เมกะวัตต์ชั่วโมง ปัจจุบันเพิ่มเป็น 380 เมกะวัตต์ชั่วโมง ขายไปทั่วโลก แต่เน้นยุโรป เพราะมีการใช้รถไฟฟ้าจำนวนมาก

บ้านปูยังได้ร่วมกับบริษัท FOMM คอร์ปอเรชั่นญี่ปุ่น ผลิตรถไฟฟ้าของตัวเอง ยี่ห้อ FOMM โดยบ้านปูถือหุ้น 20% มีกำลังการผลิตในไทยอยู่ที่ 6,000 คัน อยู่ที่นิคมอุตสาหกรรมอมตะ

นอกจากนี้ มีบริษัทบ้านปู อินโนเวชั่น เวนเจอร์ หรือ วีไอวี จะสร้างระบบนิเวศน์ขึ้นมา ด้วยการดึงสตาร์ทอัพเข้ามาเป็นส่วนหนึ่งในระบบนิเวศน์ เพื่อพัฒนาสิ่งประดิษฐ์ใหม่ๆ ด้านพลังงานที่เกี่ยวข้องกับบ้านปู และ วีไอวี สามารถไปลงทุนในสตาร์ทอัพบริษัทอื่นด้วย

นางสมฤดี กล่าวว่า ในอนาคตการใช้ไฟฟ้าจะเปลี่ยนไป จากเดิมต้องซื้อไฟฟ้าจากผู้ผลิตแบบรวมจากการไฟฟ้าภูมิภาค การไฟฟ้านครหลวง ลูกค้ารายใหญ่สามารถผลิตไฟฟ้าใช้เองได้ และอนาคตสามารถพัฒนาธุรกิจตัวเองให้เป็นสมาร์ทซิตี้ สมาร์ทฮอสพิทอล สมาร์ทแคมปัส ต่างๆ ช่วยออกแบบตั้งแต่ต้นน้ำไปถึงปลายน้ำ และมีผลิตภัณฑ์หลายอย่างที่เป็นเทคโนโลยีพลังงานให้เลือกใช้ได้ตามความต้องการของแต่ละลูกค้า

สำหรับแนวโน้มของการใช้พลังงานปี 2578 ทางสิ่งแวดล้อมโลก ได้ประมาณการณ์ไว้แล้วว่า การใช้แก๊สเป็นพลังงานจะมีสัดส่วน 30% พลังงานหมุนเวียนอยู่ที่ 25% และพลังงานถ่านหิน อยู่ที่ 20% จากปัจจุบันอยู่ที่ 30%

อย่างไรก็ตาม ไม่ได้หมายความว่าถ่านหินจะไม่เติบโต เพราะการใช้พลังงานในปัจจุบันถึงปี 2578 จะเติบโตขึ้น 12-13% ทำให้ถ่านหินโตขึ้นประมาณ 4% ต่อปี ส่วนแก๊สและพลังงานหมุนเวียน จะเติบโตเกิน 4% ต่อปี พลังงานหลักของโลกในยุคต่อไปคือ แก๊ส พลังงานหมุนเวียน และ พลังงานถ่านหิน รวมแล้วมีสัดส่วน 70% ของพลังงานของโลก จะเห็นว่าบ้านปูอยู่ใน 3 พลังงาน และอยู่ในเมกะเทรนด์ที่ท้าทายเราอยู่คือ

หนึ่งพลังงานสีเขียว

สองยุคการเชื่อมต่อกับดิจิทัล

สาม การจัดการซัพพลายเชนที่สั้นลง

ต้นทุนต้องต่ำลง ทำให้บริษัทผลิตแผนกลยุทธ์ Greener Smarter และมีธุรกิจเทคโนโลยีพลังงานมาจัดการเรื่องของแพลตฟอร์มไอโอทีแพลตฟอร์ม ในรูปแบบของการออกแบบธุรกิจให้กับลูกค้า

“ทั้งหมดที่กล่าวมาคือสิ่งที่เราพัฒนาขึ้นมา ภายใต้พันธะสัญญาที่เรียกว่า พลังบ้านปู สู่พลังงานที่ยั่งยืน”สมฤดี กล่าว

คลิกเพื่อดาวน์โหลดไฟล์ Presentation

GULF มีศักยภาพโตได้อีกมาก

นายสมิทธ์ พนมยงค์ รองกรรมการผู้จัดการใหญ่ สายงานการเงิน บริษัท กัลฟ์ เอ็นเนอร์จี ดีเวลลอปเมนท์ (GULF) กล่าวในหัวข้อ “ผู้นำธุรกิจไฟฟ้าเอกชน” ว่า ปัจจุบันบริษัทมีโรงไฟฟ้า 33 โรง ใน 3 ประเทศ คือ ไทย เวียดนาม และโอมาน ซึ่งธุรกิจไฟฟ้ามีทิศทางการเติบโตที่ชัดเจนและเป็นที่ต้องการเพิ่มสูงขึ้นในอนาคต ณ สิ้นเดือนมีนาคมที่ผ่านมา มีกำลังการผลิตทั้งหมดกว่า 5,600 เมกะวัตต์ และเปิดโรงไฟฟ้าใหม่อีก 2 แห่ง ทำให้กำลังการผลิตเพิ่มเป็น 5,800 เมกะวัตต์ ส่วนใหญ่อยู่ที่ประเทศไทย โดยที่บริษัทผลิตเองประมาณ 2,400-2,500 เมกะวัตต์

สมิทธ์ พนมยงค์

ในอีก 5 ปีข้างหน้า บริษัทจะมีกำลังการผลิตทั้งในและต่างประเทศ ประมาณ 11,900 เมกะวัตต์ โดยบริษัทมีส่วนเป็นเจ้าของการผลิต 6,721 เมกะวัตต์ เติบโตเพิ่มขึ้นถึง 3 เท่า ส่วนที่เหลือมาจากส่วนที่บริษัทเป็นผู้บริหาร

สำหรับต่างประเทศ ได้ขยายธุรกิจไปยัง เวียดนาม ร่วมทุนกับนักลงทุนท้องถิ่นทำโรงไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์ 2 แห่ง เปิด COD ไปแล้ว 120 เมกะวัตต์ และ พลังงานลม ที่อยู่ระหว่างการก่อสร้าง คาดว่าจะ COD ประมาณปี 2564-2566   รวมถึง โอมานที่ร่วมกับพันธมิตรที่เป็นท้องถิ่น โดยบริษัทถือหุ้น 40% ทำโรงไฟฟ้าขายให้กับโรงกลั่นในเขตนิคมอุตสาหกรรมพิเศษ มีกำลังการผลิตประมาณ 326 เมกะวัตต์ ดำเนินการก่อสร้างไปแล้ว 16% จะทยอยทำ COD ปี 2563-2565

นายสมิทธ์ กล่าวว่า หุ้นโรงไฟฟ้า เป็นหุ้นที่สามารถทราบถึงกระแสรายได้และกำไรค่อนข้างแน่นอน เพราะการเซ็นสัญญาขายไฟกับการไฟฟ้าฝ่ายผลิตและการไฟฟ้าส่วนภูมิภาค เป็นระยะยาว 25 ปี มีการสัญญาที่จะจ่ายเงินแน่นอน และมีการเติบโตชัดเจน

ในอนาคต แนวโน้มการใช้พลังงานไฟฟ้าแทนน้ำมัน จะทำให้ธุรกิจไฟฟ้าเติบโตอย่างรวดเร็ว เนื่องจากราคาถูกกว่าราคาน้ำมัน สมมุติว่ารถยนต์ที่จะใช้พลังงานไฟฟ้าประมาณ 1 ใน 4 ของรถยนต์ทั้งหมด เพราะราคาชาร์ทไฟเต็มกำลังประมาณ 300 บาท ถูกกว่ารถที่ใช้น้ำมัน 5 เท่าที่เติมถังประมาณ 1,500 บาท ทำให้ธุรกิจโรงไฟฟ้ามีศักยภาพในการเติบโตได้อีกมาก

คลิกเพื่อดาวน์โหลดไฟล์ Presentation

BTS มี 4 ธุรกิจเน้นเสริมซึ่งกันและกัน

นายสุรยุทธ ทวีกุลวัฒน์ ผู้อำนวยการใหญ่สายการเงิน บริษัท บีทีเอส กรุ๊ป โฮลดิ้งส์ (BTS) กล่าวหัวข้อ “กำไรมั่นคงและโตก้าวกระโดด” ว่า บีทีเอส มี 4 ธุรกิจ โดยธุรกิจขนส่งมวลชน ทำรายได้หลัก 2 ใน 3 และในอนาคตสัดส่วนรายได้ก็จะมี 2 ใน 3 ธุรกิจมีเดีย ทำรายได้ 1 ใน 4 ที่เหลือเป็นอสังหาริมทรัพย์ 5% และธุรกิจบริการ ประมาณ 4-5%

สุรยุทธ ทวีกุลวัฒน์

การทำธุรกิจจะเน้นเสริมซึ่งกันและกัน คือ ธุรกิจขนส่งมวลชน ไปทางไหน ธุรกิจมีเดีย อสังหาริมทรัพย์ บริการ ก็จะตามไปด้วย เพื่อให้ 1+1 ได้มากกว่า 2

ทั้งนี้ 2 ปีที่แล้ว คุณคีรี กาญจนพาส ประกาศเป้าหมายว่า 5 ปี จะเติบโตเฉลี่ยปีละ 31% ทั้งรายได้ และกำไร  หมายความว่า 5 ปีจะเติบโต 1.5 เท่า ซึ่งหลังประกาศเป้าหมายก็ทำได้เกินเป้าและจากธุรกิจขนส่งมวลชนที่ได้มาอยู่ในมือ ซึ่งกำลังก่อสร้างและกำลังจะดำเนินการแล้ว คิดว่าอนาคตยังสามารถเติบโตได้ตามแผน

นอกจากนี้ บริษัทยังมีแผนที่จะเข้าร่วมประมูลรถไฟฟ้าสายสีส้ม ซึ่งจะตัดผ่านรถไฟฟ้าทั้งหมด 10 สาย ระยะทาง 40 กิโลเมตร คาดว่ารัฐบาลใหม่มาน่าจะเปิดประมูลได้

ด้านธุรกิจมีเดีย ภายใต้บริษัทชื่อ บริษัท วี จี ไอ โกลบอล มีเดีย (VGI) มีการซื้อกิจการธุรกิจโฆษณาของคู่แข่งขันทั้งในและต่างประเทศ ซื้อธุรกิจอื่นๆ ที่เกี่ยวข้อง เพื่อต่อยอด  เช่น ธุรกิจโลจิสติกส์ ธุรกิจที่ทำเอไอ ทำให้ได้ฐานข้อมูลและทำบิ๊กดาต้า เพื่อร่วมกันทำตลาดรายย่อยทั้งด้านออฟไลน์และออนไลน์

การเติบโตของ VGI ตามธุรกิจขนส่งมวลชนนั้น ปัจจุบันมีรถวิ่ง 208 ขบวน ภายในสิ้นปี 2562 จะเพิ่มเป็น 296 ขบวน ทำให้มีพื้นที่โฆษณาเพิ่มขึ้นเกือบ 100 ตู้ทั่วกรุงเทพ และประมาณเดือนตุลาคม 2565 จะมีตู้เพิ่มเป็น 380 ตู้ หรือ เกือบ 1 เท่าของพื้นที่มีอยู่ในปัจจุบัน ครอบคลุมกรุงเทพชั้นนอกและปริมณฑล ตามสถานีที่จะขยายเพิ่มเป็นกว่า 100 สถานี จากปัจจุบัน 35 สถานี

ทั้งนี้ ธุรกิจมีเดีย มียอดขายที่เติบโตอย่างต่อเนื่อง โดยเดือนมีนาคม 2560 ยอดขาย 3,000 ล้านบาท เดือนมีนาคม 2562 คาดว่าจะได้ 5,000 ล้านบาท เดือนมีนาคม 2563  คาดว่าจะได้ 6,000 ล้านบาท

สำหรับ ธุรกิจการชำระเงิน เติบโตเร็วมาก โดยแรบบิท ไลน์เพย์ ณ มีนาคมปีที่แล้ว มีผู้ใช้บริการ 2.9 ล้านยูสเซอร์ ล่าสุดเดือนธันวาคม 2561 เพิ่มเป็น 5 ล้านยูสเซอร์ ซึ่งเป็นการเติบโตตามออนไลน์และพาร์ทเนอร์ที่ดี

ธุรกิจโลจิสติกส์ ในส่วนของเคอรี่ มีการเติบโตเร็วต่อเนื่อง วันนี้มีการส่งพัสดุล้านกว่าชิ้นต่อวัน จาก 2 ปีก่อนวันละ 8,000 ชิ้น

ธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ ซึ่งทำคอนโดมิเนี่ยมใกล้สถานีรถไฟฟ้า โดยร่วมกับบริษัทแสนสิริ มีโอกาสเติบโตได้อีกมาก นอกจากนี้ยังทำโรงแรม ทั้งในและต่างประเทศที่ยุโรปตะวันออก เพื่อกระจายพอร์ตการลงทุนให้รายได้ไม่ผันผวนเกินไป

ด้านธุรกิจบริการ หลักๆ คือ แรบบิทรีวอร์ด หากมีการใช้จ่ายผ่านบัตรแรบบิท จะได้สะสมแต้ม และขยายฐานลูกค้าเข้าสู่องค์กรธุรกิจขนาดใหญ่ ซึ่งปัจจุบันมีเครือสหพัฒน์ฯ ใช้บัตรแรบบิทที่เป็นบัตรพนักงานกว่า 2 หมื่นใบ สามารถใช้ขึ้นรถไฟฟ้าได้ และมีวงเงินในบัตร เมื่อนำบัตรไปใช้ก็สะสมแต้มได้เพื่อไปแลกซื้อของได้อีก รวมถึงศูนย์อาหารต่างๆ ก็มีการใช้บัตรแรบบิท

นอกจากนี้ บริษัทยังติดตามนโยบายของประเทศ ที่ต้องการพัฒนาบัตรแมงมุม โดยใช้มาตรฐาน EMV คือ Euro Master Visa หมายความว่าคนต่างประเทศที่มีบัตรนี้สามารถใช้เดินทางในกรุงเทพได้ คาดว่าน่าจะประมาณ 2-3 ปี บริษัทจะเข้าร่วมกับ EMV แน่นอน

คลิกเพื่อดาวน์โหลดไฟล์ Presentation

กบข.มุมมองลงทุนหลากหลายเน้น ESG

นายอาสา อินทรวิชัย ผู้ช่วยเลขาธิการ งานวิจัยและกลยุทธ์การลงทุน กองทุนบำเหน็จบำนาญข้าราชการ (กบข.) กล่าวหัวข้อ “กลยุทธ์ในการเลือกลงทุนของนักลงทุนสถาบัน” ว่า กบข.มี 2 กฎใหญ่ในการลงทุน คือ ต้องมีการลงทุนในตราสารหนี้เกิน 60% และห้ามออกไปลงทุนในต่างประเทศเกิน 30%

อาสา อินทรวิชัย

สำหรับตราสารหนี้มีข้อกำหนดว่าต้องมีอันดับความน่าเชื่อถือระดับอินเวสท์เม้นท์เกรด คือ ตั้งแต่ BBB- ขึ้นไป ระยะเวลาการลงทุนจะยาวกว่ารายย่อย อาทิ 10 ปี 3 ปี และ 1 ปี ซึ่งทุกระยะของการลงทุนจะต้องพยายามให้ได้ผลตอบแทนชนะตลาด

ก่อนจะลงทุน จะพิจารณาทั้งด้านตัวเลขผลกำไรที่ดี และโครงสร้างการบริหารที่ดี มีคุณธรรม และเน้นการบริหารธุรกิจที่มีความยั่งยืนในระยะยาว หรือ ESG ซึ่งปีนี้ให้ความสำคัญอย่างมาก

ปีที่ผ่านมา กบข.มีสินทรัพย์การลงทุน 9 แสนล้านบาท ถือสินทรัพย์ลงทุนไทย 76.6% สินทรัพย์ลงทุนต่างประเทศ 23.4% ทั้งนี้ มีการลงทุนในตราสารหนี้ 66% แยกป็น ตราสารหนี้ไทย 23.9% ตราสารหนี้ระยะสั้นในไทย 19.4% ตราสารหนี้เอกชนไทย 19.2% ให้ผลตอบแทนทรงๆ เพราะอัตราดอกเบี้ยปรับสูงขึ้น

ลงทุนในตลาดทุน 21% แยกเป็น หุ้นไทย 7.3% หุ้นในตลาดประเทศที่พัฒนาแล้ว 6.6% หุ้นในตลาดประเทศเกิดใหม่ 3.9% และลงทุนในหุ้นนอกตลาด 3.1% ให้ผลตอบแทนดีประมาณ 12% ในขณะที่สินทรัพย์อื่นๆ ของการลงทุนในตราสารทุนทั้งในและต่างประเทศติดลบ

ลงทุนในสินทรัพย์อื่นๆ 13% เช่น อสังหาริมทรัพย์ โครงสร้างพื้นฐาน absolute return fund

หลังจากธนาคารกลางสหรัฐอเมริกา(เฟด) ส่งสัญญาชะลอการขึ้นอัตราดอกเบี้ยระยะสั้น ทำให้ตลาดหุ้นมีการปรับตัวที่ดีมาก โดยนับจากต้นเดือนมีนาคม 2562 ถึง 30 เมษายน 2562 ตลาดหุ้นสหรัฐฯมีการปรับเพิ่มขึ้น 16.38% ตลาดหุ้นเกิดใหม่ปรับตัวเพิ่มขึ้น 11.72% ตลาดหุ้นไทยปรับตัวเพิ่มขึ้น 7.01% จากหุ้นขนาดเล็ก ส่วนหุ้นมาร์เก็ตแคปใหญ่ๆ ทรงตัว แม้จะได้กำไรจากการลงทุนในตลาดต่างประเทศ เมื่อแปลงมาเป็นเงินบาทกลายเป็นขาดทุน เพราะค่าเงินบาทแข็งค่า 9-11% ช่วงหลังทาง กบข.ได้ว่าจ้างที่ปรึกษาทางการเงินเพื่อมาทำเรื่องการบริหารความเสี่ยงจากค่าเงิน

คลิกเพื่อดาวน์โหลดไฟล์ Presentation

ประกิต : ศักยภาพธุรกิจสำคัญกว่าราคาหุ้น

นายประกิต สิริวัฒนเกตุ ผู้เชี่ยวชาญการลงทุน กล่าวหัวข้อ”คุณสมบัติหุ้นชั้นดีและวิธีเลือกซื้อ”ว่า การเลือกหุ้นที่มีศักยภาพทางการแข่งขันในธุรกิจระยะยาว จะประสบความสำเร็จในการลงทุนมากกว่าเลือกหุ้นจากโอกาสทางธุรกิจระยะสั้น เช่น วอร์เรน บัฟเฟต์ เพราะหุ้นกลุ่มนี้จะไม่เคลื่อนไหวตามราคาตลาด ตามข่าวเศรษฐกิจระยะสั้น ที่มีการขึ้นลงตลอดเวลา

ประกิต สิริวัฒนเกตุ

ยกตัวอย่าง บริษัทใหญ่แห่งหนึ่งของไทย ผู้บริหารบริษัท จะมีแนวคิดในการหาแนวทางให้บริษัทมีการเติบโตอย่างยั่งยืนในอีก 100 ปีข้างหน้า โดยการยึด 3 ประโยชน์ คือ ประโยชน์ของประเทศ ของสังคม และของบริษัท โดยที่ไม่มองข้ามปัญหาเล็กๆ ที่อาจจะล้มยักษ์ได้

หุ้นกลุ่มนี้ จะมีลักษณะของการเป็นธุรกิจผูกขาด หุ้นที่มีนวัตกรรมของตัวเอง เช่น หุ้น AOT,PTT,CPALL หุ้นบริษัทโรงพยาบาลขนาดใหญ่ระดับบน ที่สามารถปรับราคาได้อย่างต่อเนื่อง โดยที่ลูกค้าไม่หนีไปไหน เช่น BH หุ้นบริษัทโรงไฟฟ้า เพราะถือสัญญาขายไฟอยู่ในมือ ทำ COD เมื่อไหร่ก็รับรู้รายได้เมื่อนั้น โดยหุ้น GULF ราคาทะยานฟ้าไปแล้ว และยังมี BGRIM ที่สามารถไปต่อได้ ธุรกิจโรงแรมขนาดใหญ่ ธุรกิจอาหารขนาดใหญ่

หากหุ้นที่มีศักยภาพในการแข่งขันที่ยั่งยืนในระยะยาว ราคาปรับตัวลดลง สามารถที่จะเข้าไปซื้อเก็บได้ เพราะราคาจะสามารถกลับขึ้นมาและเติบโตได้โดยธรรมชาติของธุรกิจ การลดลงของราคาเป็นเพียงระยะสั้นเท่านั้น

“ศักยภาพของธุรกิจ สำคัญกว่าราคาในระยะสั้น ตราบใดที่เชื่อว่าศักยภาพสามารถเติบโตต่อได้ มีทีเด็ดในการเติบโตได้ ราคาจะไปต่อได้ และอาจจะเปลี่ยนชีวิตเราได้”นายประกิต กล่าว

คลิกเพื่อดาวน์โหลดไฟล์ Presentation