Oops! It appears that you have disabled your Javascript. In order for you to see this page as it is meant to appear, we ask that you please re-enable your Javascript!

บล.กสิกรฯชู 10 หุ้นกำไรโดดเด่น ไทยวูบ 12 จุดสวนทางเอเชียฟื้น

บล.กสิกรฯชู 10 หุ้นกำไรโดดเด่น ไทยวูบ 12 จุดสวนทางเอเชียฟื้น

HoonSmart.com>>บล.กสิกรไทยมองสหรัฐ-จีนเล่นเกมส์ต่อรอง สุดท้ายจบลงด้วยดี ยืนเป้าดัชนีปีนี้ 1,750 จุด รอบนี้เลวร้ายสุดไม่แย่ถึง 1,580-1,590 จุด สรุป 52 บจ.ที่ดูแลมีกำไรไตรมาส 1/2562 ออกมาดีกว่าคาด 5% เสนอ 10 ตัวโดดเด่น CPF,TU,PTTEP,COM7,KTC,BEM,PRM,BPP,CKP,GPSC เตือน 20-24 พ.ค.นี้ ตลาดจะได้รับผลกระทบจากการขึ้น XD ปันผลสูงถึง 19,347 ล้านบาท ส่วนนักลงทุนผิดหวังหลายตัว กดดัชนีรูดแรง 12 จุด  KCE-HANA ดิ่ง 13%  ค่าเงินบาทแข็งโป๊กมากสุดในเอเชีย 

ธนาคารกสิกรไทยจัดสัมมนา”แนวโน้มเศรษฐกิจโลก ค่าเงินและตลาดหุ้น”ให้กับลูกค้าผู้ประกอบธุรกิจ โดยน.ส.พีรพรรณ สุวรรณรัตน์ ผู้ชำนาญการงานวิจัยเศรษฐกิจและตลาดทุนอาวุโส ธนาคารกสิกรไทย กล่าวว่า ค่าเงินบาทไม่ได้เป็นไปอย่างที่คาด เงินของไทยกลับแข็งค่ามากที่สุดในภูมิภาค คาดแนวโน้มยังคงผันผวนและแข็งค่าต่อเนื่อง ซึ่งน่าจะเกิดจากการเก็งกำไร แต่เมื่อสถานการณ์สงครามการค้าผ่อนคลายลง เชื่อว่าเงินบาทจะกลับมาอ่อนค่าลง

ส่วนกรณีที่สหรัฐจะประกาศรายชื่อประเทศที่เข้าแทรกแซงค่าเงิน ประมาณปลายเดือนพ.ค. นั้นน.ส.พีรพรรณ เชื่อว่า ไม่มีรายชื่อของประเทศไทย เพราะไม่เข้าหลักเกณฑ์ที่กำหนด 3 หัวข้อ

ทั้งนี้ อัตราแลกเปลี่ยน  ณ วันที่ 14 พ.ค. 2562 ค่าเงินบาทแข็งมากที่สุด 2.3% ตามด้วยฟิลิปปินส์ 0.2% และค่าเงินเยนของญี่ปุ่นทรงตัว ส่วนค่าเงินเอเชียอื่น อ่อนลงทั้งหมด โดยเฉพาะค่าเงินวอน เกาหลีใต้อ่อนที่สุด 6.5% ตามด้วยเงินไต้หวัน 1.7% เมื่อเปรียบเทียบกับวันที่ 27 มี.ค. ที่ผ่านมา ค่าเงินเอเชียแข็งค่า 5 สกุล นำโดยจีนมากที่สุด 2.2% ตามด้วยไทย 2.1% และอินโดนีเซีย 1.4%

นายภาสกร ลินมณีโชติ รองกรรมการผู้จัดการ ฝ่ายวิเคราะห์หลักทรัพย์ บริษัทหลักทรัพย์ กสิกรไทย เปิดเผยว่า การตอบโต้ขึ้นภาษีระหว่างสหรัฐและจีน เป็นเทคนิคในการเจรจา เท่านั้น จึงไม่เชื่อว่าสงครามการค้าจะมีผลกระทบต่อตลาดหุ้นมากนัก สุดท้ายจะตกลงกันได้ดีด้วย รอบนี้ดัชนีตลาดหลักทรัพย์ไม่น่าจะปรับตัวลงต่ำถึงระดับ 1,580-1,590 จุดเหมือนเมื่อเดือนม.ค.ที่ผ่านมา

บริษัทหลักทรัพย์กสิกรไทยรวบรวมผลการดำเนินงานของบริษัทจดทะเบียนที่ดูแล สรุปว่ามีการรายงานกำไรสุทธิไตรมาส 1/2562 ออกมาจำนวน 52 บริษัท โดย 28 บริษัทมีกำไรดีกว่าคาด และ 24 บริษัทต่ำกว่าคาด เช่น กลุ่มธนาคารดีกว่าประมาณ 10% แต่คุณภาพสินทรัพย์ยังไม่ดีขึ้น ส่วน กลุ่มโรงไฟฟ้าต่ำกว่าคาด 4% เนื่องจาก BGRIM มีค่าใช้จ่ายพิเศษ และ GLOW มีการปิดซ่อมโรงไฟฟ้า เก็คโค่ 1

สำหรับการสำรองสิทธิประโยขน์ของพนักงานเกษียณในไตรมาส 2 คาดจะกระทบกำไรรวมปีนี้ อยู่ที่ 2.3% จากเดิมคาดไว้ 2.9% เนื่องจากมีการปรับลดประมาณการกำไรลง และบางบริษัทตั้งสำรองไว้แล้วในปี 2561

ในช่วงนี้เป็นเทศกาลขึ้นเครื่องหมาย XD ให้สิทธิจ่ายเงินปันผล  โดยเฉพาะในช่วงวันที่ 20-24 พ.ค. มีการจ่ายเงินปันผลสูงสุดถึง 19,347 ล้านบาท  และวันที่ 27-31 พ.ค. จะลดลงเหลือ 1,761 ล้านบาท

นายเกียรติพงศ์ อริยปรัชญา นักเศรษฐศาสตร์อาวุโส ประจำประเทศไทย กลุ่มธนาคารโลก กล่าวว่า ธนาคารโลกจะมีการทบทวนประมาณการเศรษฐกิจไทย ปลายเดือนพ.ค. ซึ่งการส่งออกลดลงมา 5 เดือน ส่วนการลงทุนโครงการขนาดใหญ่ของภาครัฐดำเนินการตามขั้นตอนอย่างต่อเนื่อง แต่มีความกังวลถึงโครงการลงทุนที่จะเกิดขึ้นใน 3 ปีข้างหน้าจะมีออกมาอย่างที่คาดไว้หรือไม่

” เศรษฐกิจโลกเปลี่ยนไป ภาคบริการมีบทบาทมากขึ้น เชื่อว่าจะเป็นแรงขับเคลื่อนให้เศรษฐกิจโลกและเอเชียโตต่อไปได้อีก แต่ก็เป็นห่วงเรื่องการที่ประเทศต่างๆได้ใช้เครื่องมือทางนโยบายการเงินและการคลังไปเกือบหมดแล้ว ไทยมีการใช้ดอกเบี้ยต่ำสนับสนุนให้เกิดการก่อหนี้ ทำให้ไม่สมดุล หนี้ครัวเรือนสูง” นายเกียรติพงศ์ กล่าว

น.ส.ชุติมา บุณยประภัศร รมช.พาณิชย์ กล่าวว่า ขณะนี้ยังไม่ชัดเจนว่ามูลค่าส่งออกไทยปีนี้จะลดลง 2% ตามที่สำนักงานนโยบายและยุทธศาสตร์การค้า (สนค.) ประเมินหรือไม่ แต่เศรษฐกิจโลกลดลง เศรษฐกิจประเทศคู่ค้าสำคัญลดลง กำลังซื้อลดลง การนำเข้าสินค้าจากไทยย่อมลดลงตาม ในปีนี้ถ้าส่งออกขยายตัวได้ 2-3% ถือว่าดีแล้ว แต่จะขยายตัวได้เท่าไร หรือกระทรวงจะปรับลดเป้าหมายปีนี้ใหม่หรือไม่ ต้องรอผลการประเมินสถานการณ์ร่วมกับทูตพาณิชย์ปลายเดือนพ.ค.นี้ก่อน

ด้านตลาดหุ้นวันที่ 15 พ.ค. ดัชนีดาวโจนส์ปรับตัวขึ้นส่งผลให้ตลาดหุ้นเอเชียส่วนใหญ่ปรับตัวขึ้นตาม แต่ดัชนีหุ้นไทยกลับลดลงมากถึง 12 จุด หรือ 0.77% ปิดที่ระดับต่ำสุด 1,621.27 จุด มูลค่าการซื้อขายเกือบ 5 หมื่นล้านบาท โดยนักลงทุนต่างชาติขายน้อยลง เพียง 847 ล้านบาท พอร์ตบล.กลับมาขาย 1,163 ล้านบาท เน้นกลุ่มหลักของตลาด พลังงาน ธนาคาร และหุ้นใหญ่ที่ราคาปรับตัวขึ้นไปมาก ในธุรกิจไฟฟ้า รวมถึงหุ้นขนาดกลาง  ธุรกิจที่ได้รับผลกระทบจากสงครามการค้ายืดเยื้อ อาทิ อิเล็กทรอนิกส์ HANA และ KCE ดิ่งลงแรง 13%