Oops! It appears that you have disabled your Javascript. In order for you to see this page as it is meant to appear, we ask that you please re-enable your Javascript!

ASP คาดหุ้น Q3/62 แกว่งขึ้นได้เงินนอกหนุน จับตางบประมาณล่าช้ากระทบศก.

ASP คาดหุ้น Q3/62 แกว่งขึ้นได้เงินนอกหนุน จับตางบประมาณล่าช้ากระทบศก.

HoonSmart.com>> บล.เอเซีย พลัส มองแนวโน้มหุ้นไทยไตรมาส 3/62 แกว่งตัวผันผวนในทิศทางขาขึ้น ได้แรงหนุน Fund Flow ไหลเข้าต่อเนื่อง จับตาการพิจารณางบประมาณรายจ่ายประจำปี 2563 ล่าช้า อาจกระทบเศรษฐกิจ เป็นปัจจัยถ่วงตลาด

เทิดศักดิ์ ทวีธีระธรรม

นายเทิดศักดิ์ ทวีธีระธรรม ผู้ช่วยกรรมการผู้อำนวยการ สายงานวิจัย บริษัทหลักทรัพย์ (บล.) เอเซีย พลัส กล่าวว่า แนวโน้มตลาดหุ้นไทยในไตรมาส 3/62 จะแกว่งตัวผันผวนในทิศทางขาขึ้น โดยมีกรอบการเคลื่อนไหวอยู่ที่ 1,660-1,740 จุด แรงหนุนจากกระแสของ Fund Flow ที่ยังไหลเข้าต่อเนื่องนับจากเดือนพ.ค.ที่่่ผ่านมา เป็นผลจากการเมืองในประเทศที่เปลี่ยนผ่านมาสู่การมีรัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้ง การเพิ่ม NVDR เข้ามาคำนวณในดัชนี MSCI รวมถึงหลายธนาคารกลางหันมาใช้นโยบายการเงินแบบผ่อนคลายมากขึ้น ส่งผลให้นักลงทุนต่างชาติเริ่มมีการเคลื่อนย้ายเงินลงทุน จากพันธบัตรรัฐบาลที่ให้ผลตอบแทนต่ำไปสู่พันธบัตรรัฐบาลที่ให้ผลตอบแทนสูงกว่า

ในทางกลับกันช่วยหนุนให้ Earning Yield Gap ของตลาดหุ้นไทยกว้างขึ้น ล่าสุดมาอยู่ที่ 4.08% ถือเป็นสัญญาณเชิงบวก หนุนให้ Fund Flow มีโอกาสถูกโอนถ่ายจากตลาดตราสารหนี้ มายังตลาดหุ้นในระยะถัดไปได้มากขึ้น และส่งผลให้เกิดการปรับฐาน PER ให้สูงขึ้นกว่าเป้าหมายเดิมที่ 16.45 เท่า โดยในระยะสั้นอาจขยับขึ้นไปเหนือ PER ที่ราว 17 เท่าได้

นายเทิดศักดิ์ กล่าวว่า สำหรับประเด็นที่ต้องให้ความสำคัญในไตรมาส 3 นี้ คือการพิจารณางบประมาณรายจ่ายปี 2563 ซึ่งน่าจะเข้าสู่การพิจารณาของสภาผู้แทนราษฏรในเดือนก.ย.62 ถือว่าล่าช้ากว่าทุกปีที่ผ่านมาราว 3 เดือน ซึ่งอาจมีผลต่อเนื่องไปถึงการเติบโตของเศรษฐกิจไทยได้ เนื่องจากขณะนี้เศรษฐกิจไทยต้องการแรงกระตุ้นจากภาคเศรษฐกิจในประเทศเป็นหลัก หลังจากภาคการค้าระหว่างประเทศมีปัญหา จากผลกระทบสงครามการค้าระหว่างสหรัฐฯ กับจีนที่ยืดเยื้อ รวมทั้งต้องติดตามคือการเจรจาของผู้นำทั้ง 2 ประเทศ ว่าจะสามารถหาข้อยุติได้หรือไม่ ในการพบปะกันในการประชุม G20 วันที่ 28-29 มิ.ย. 62 นี้

นอกจากนี้ ยังเห็นภาพการกีดกันการค้าระหว่างสหรัฐฯ กับคู่ค้าอีกในหลายประเทศ ไม่ว่าจะเป็นการที่สหรัฐฯ ตัดสิทธิ GSP กับตุรกีและอินเดีย ทำให้ภาพรวมของสงครามการค้ายืดเยื้อและกระทบความต้องการบริโภคสินค้าโภคภัณฑ์ โดยเฉพาะราคาน้ำมันดิบที่ปรับตัวลงก่อนหน้านี้ ช่วยลดแรงกดดันจากเงินเฟ้อทั่วโลก ทำให้ธนาคารกลางหลายแห่งหันกลับมาใช้นโยบายการเงินผ่อนคลายอีกครั้ง เริ่มตั้งแต่สหรัฐฯ และยุโรป ที่ส่งสัญญาณลดดอกเบี้ยชัดเจนในปีนี้ ขณะที่ออสเตรเลีย นิวซีแลนด์ มาเลเซีย และฟิลิปปินส์ ลดดอกเบี้ยไปแล้ว 1 ครั้ง ส่วนอินเดียลดไปแล้ว 3 ครั้ง เป็นต้น

นายเทิดศักดิ์ กล่าวว่า สำหรับไทย สายงานวิจัยฯ คาดว่า ดอกเบี้ยทรงตัวหรืออาจปรับลงจากปัจจุบันที่ 1.75% เนื่องจากเศรษฐกิจไทยได้รับผลกระทบจากปัจจัยภายนอก คือส่งออกชะลอตัว ทำให้การขับเคลื่อนมาจากภายในประเทศ คือภาคการบริโภคครัวเรือน ที่จะยังได้แรงหนุนจากมาตรการกระตุ้นการบริโภคภาครัฐ การลงทุนภาคเอกชนและภาครัฐ โดยสายงานวิจัยฯ คาดการเติบโตของเศรษฐกิจไทยปี 62 ที่ 2.7% ชะลอจาก 4.1% ในปี 61

“จากสถานการณ์สงครามการค้ารุนแรงและยืดเยื้อกว่าที่คาด เริ่มเห็น Downside ของประมาณการ จึงได้ปรับลดสมมติฐานกลุ่มที่เกี่ยวข้องกับสินค้าโภคภัณฑ์ ทำให้ประมาณการกำไรสุทธิของบริษัทจดทะเบียน ปี 62 ลดลงจากเดิม 2.25% มาอยู่ที่ 1.03 ล้านล้านบาท คิดเป็นกำไรต่อหุ้น (EPS) ที่ 103.32 บาท เติบโต 5.59% จากปีก่อน เมื่ออิงกำไรใหม่ ดัชนีเป้าหมายจะอยู่ที่ 1699 จุด บนสมมุติฐาน Market Earning Yield Gap 4.28%”นายเทิดศักดิ์ กล่าว

สำหรับกลยุทธ์การลงทุน เน้นหุ้นที่มีความได้เปรียบทางด้าน Valuation เมื่อเทียบกับตลาด ดังนี้

– หุ้นที่กำไรเติบโต มีคุณภาพ BBL, BDMS, ROBINS, THANI, GPSC, RJH
– หุ้นได้ประโยชน์จากนโยบายภาครัฐ CK
– หุ้นที่มีเงินปันผลสม่ำเสมอ ภายใต้ดอกเบี้ยขาลง EASTW, SCCC, MCS
– หุ้นอาหารส่งออก ที่ถูกกระทบจำกัดจากสงครามการค้า TU