Oops! It appears that you have disabled your Javascript. In order for you to see this page as it is meant to appear, we ask that you please re-enable your Javascript!

STA ดันบ.ย่อย “ศรีตรังโกลฟส์” เข้าตลาดหุ้น Q3/63

STA ดันบ.ย่อย “ศรีตรังโกลฟส์” เข้าตลาดหุ้น Q3/63

HoonSmart.com>> “ศรีตรังแอโกรอินดัสทรี” เตรียมส่งลูก “ศรีตรังโกลฟส์” เข้าตลาดหุ้นไตรมาส 3/63 ระดมทุนขยายธุรกิจ ชำระคืนเงินกู้ยืม

บริษัท ศรีตรังแอโกรอินดัสทรี (STA) แจ้งมติที่ประชุมคณะกรรมการบริษัทเมื่อวันที่ 8 ก.ค.2562 อนุมัติแผนการออกและเสนอขายหุ้นสามัญที่ออกใหม่ของบริษัท ศรีตรังโกลฟส์ (ประเทศไทย) หรือ STGT ต่อประชาชนทั่วไปเป็นครั้งแรก (IPO) และการนำ STGT เข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (ตลท.) และหรือตลาดหลักทรัพย์อื่น (Spin-Off) โดยสัดส่วนหุ้นที่จะเสนอขาย IPO เป็นจำนวนไม่เกิน 31% ของทุนชำระแล้วทั้งหมดของ STGT ภายหลังการเสนอขายหุ้น IPO คาดว่าจะแล้วเสร็จภายในไตรมาส 3/63

ทั้งนี้ การออกและเสนอขายหุ้น IPO ของ STGT จะส่งผลให้สัดส่วนการถือหุ้นของบริษัท และบริษัทย่อยใน STGT ลดลงจากเดิม 81.08% เป็นไม่ต่ำกว่า 55.95% ของทุนชำระแล้วภายหลังการเสนอขายหุ้น IPO โดย STGT จะยังคงมีสถานะเป็นบริษัทย่อยของบริษัทต่อไป

สำหรับ STGT ประกอบธุรกิจผลิตและจำหน่ายถุงมือยางที่ใช้ในทางการแพทย์และทางอุตสาหกรรม มีทุนจดทะเบียนและทุนชำระแล้ว 990 ล้านบาท โดยการเสนอขายหุ้น IPO ครั้งนี้ มีแผนนำเงินที่ได้จากการระดมทุนไปใช้ขยายธุรกิจของ STGT ในอนาคต และหรือชำระเงินกู้ยืมจากสถาบันการเงิน และหรือใช้เป็นเงินทุนหมุนเวียนในกิจการ

ส่วนประโยชน์ที่บริษัทฯ จะได้รับจากการขายหุ้น IPO ครั้งนี้ จะลดภาระของบริษัทในการสนับสนุนด้านเงินทุนแก่ธุรกิจผลิตและจำหน่ายถุงมือยางที่ใช้ในทางการแพทย์และทางอุตสาหกรรมของบริษัทในระยะยาว เนื่องจาก STGT จะสามารถระดมทุนได้เองผ่านช่องทางตลาดทุน รวมทั้งลดต้นทุนทางการเงินของ STGT ในระยะยาวจากการมีแหล่งทางเลือกในการระดมทุนที่หลากหลาย และสามารถระดมทุนด้วยต้นทุนที่ต่ำลงกว่าปัจจุบันได้ ซึ่งลดต้นทุนการเงินของบริษัทในภาพรวม

นอกจากนี้การแยกโครงสร้างธุรกิจชัดเจนขึ้น ส่งผลให้การบิหารจัดการ การลงทุนเพิ่มใอนาคตของกลุ่มธุรกิจถุงมือยางชัดเจนและคล่องมากขึ้น สอดคล้องนโยบายภาครัฐส่งเสริมให้มีการใช้ยางธรรมชาติภายในประเทศมากขึ้น อีกทั้งการเข้าจดทะเบียนของ STGT จะะท้อนมูลค่าที่แท้จริงและมูลค่าเพิ่มของธุรกิจ ซึ่งจะสูงกว่ามูลค่าของธุรกิจดังกล่าวที่ปัจจุบันอยู่ภายใต้บริษัท