Oops! It appears that you have disabled your Javascript. In order for you to see this page as it is meant to appear, we ask that you please re-enable your Javascript!

ก.คมนาคม โยนเผือกรัฐบาลใหม่ ชี้ขาดยืดสัมปทานให้ BEM

ก.คมนาคม โยนเผือกรัฐบาลใหม่ ชี้ขาดยืดสัมปทานให้ BEM

HoonSmart.com>>”ไพรินทร์ ชูโชติถาวร” รมช.คมนาคม โยนครม.ชุดใหม่ ชี้ขาดยืดสัมปทานทางด่วนให้ BEM แลกค่าโง่ 

นายไพรินทร์ ชูโชติถาวร รมช.คมนาคม  เปิดเผยถึงกรณีคัดค้านมติบอร์ดการทางพิเศษแห่งประเทศไทย (กทพ.) ที่ขยายสัมปทานทางด่วนให้ บริษัท ทางด่วนและรถไฟฟ้ากรุงเทพ (BEM)  อีก 30 ปี แลกค่าโง่ ว่า รัฐบาลได้นำปัญหาของ กทพ.เข้าหารือในคณะรัฐมนตรี (ครม.) ซึ่ง ครม.มีมติให้ กทพ. ไปแก้ปัญหาด้วยการเจรจากับ BEM โดยไม่ต้องรอผลตัดสินของศาลในคดีไม่ปรับขึ้นค่าผ่าน เนื่องจาก มองว่าศาลน่าจะตัดสินโดยยึดสาระสำคัญของสัญญา ที่ กทพ.ลงนามไว้ตั้งแต่แรก ที่ระบุให้ BEM ปรับขึ้นค่าผ่านทางได้ตามสัญญา รวมทั้งปัจจุบันไทยมีโครงการลงทุนในรูปแบบ พีพีพี อีกหลายโครงการ โดยเฉพาะใน EEC หากศาลตัดสินในแนวทางที่ขัดแย้งกับข้อสัญญา ที่รัฐบาลเซ็นต์ไว้กับนักลงทุนเอกชนแล้ว ประเทศไทยจะเดินหน้าต่อไปได้ยังไง

ทั้งนี้ BEM  ฟ้องร้องจำนวน 2 คดี มูลหนี้รวม 1.37 แสนล้านบาทว่า ปัจจุบัน กทพ. มีปัญหา 2 ข้อ คือ รายได้ไม่เติบโตไม่ตามเป้าหมาย เนื่องจากไม่มีการขยายทางด่วนมากกว่า 30 ปี และมีปัญหาถูก BEM ซึ่งเป็นผู้รับสัมปทานฟ้องร้อง 2 คดี คือ คดีไม่ขึ้นค่าผ่านทางและสร้างทางด่วนโทล์เวย์แข่งขัน ซึ่งทั้ง 2 คดี มีมูลหนี้ฟ้องร้องกว่า 1 แสนล้านบาท โดยขณะนี้คดีสร้างทางด่วนแข่งขันยุติแล้ว ซึ่งศาลปกครองสูงสุดสั่งให้ กทพ.ชดใช้ 6 พันล้านบาท (รวมดอกเบี้ย) ส่วนคดีไม่ขึ้นค่าผ่านทางยังอยู่ในขั้นตอนของศาล

แม้ว่าครม.จะมีมติให้ไปเจรจากับ BEM แต่ก็มีเงื่อนไขกำหนดไว้ว่า กทพ.จะต้องไม่จ่ายชดใช้มูลหนี้ฟ้องร้องเป็นเงิน ที่สำคัญประชาชนและพนักงาน กทพ.จะต้องได้ประโยชน์จากผลการเจรจา และต้องมีการยุติข้อพิพาททั้ง2คดี เพราะหากยืดเยื้อจะมีภาระหนี้เพิ่มขึ้นเหมือนกับกรณีค่าโง่โฮปเวล ซึ่งมีมูลหนี้เพียง 1หมื่นล้านบาท แต่หลังจากคดียืดเยื้อกลับทำให้มูลหนี้เพิ่มเป็น2.6 หมื่นล้านบาท

นายไพรรินทร์ กล่าวว่า สุดท้ายบอร์ด กทพ. มีมติขยายเวลาสัมปทานทางด่วน จำนวน 3 สัญญา ให้กับ BEM สัญญาละอีก 15 ปี ขณะที่ BEM ยอมลงมูลหนี้ฟ้องร้องเหลือ 5.9 หมื่นล้านบาท และจะยอมยุติคดีทั้ง 2 คดี รวมทั้ง BEM จะลงทุนก่อสร้างทางด่วน 2 ชั้น บริเวณอโศก-ศรีนครินทร์ อีก 3 หมื่นล้านบาท ให้ด้วย โดยมีเงื่อนไขว่า หากไม่สามารถก่อสร้างได้เพราะโครงการไม่ผ่านอีไอเอ ภายใน 2 ปี จะถูกปรับลดระยะเวลาการขยายสัมปทานทางด่วน ช่วงอโศก-ศรีครินทร์ลงเหลือ 15 ปี จากเดิม 30 ปี ซึ่งในเงื่อนไขนี้ กพท. ไม่ได้ขยายสัมปทานให้ 30 ปีทั้งหมด เพราะหาก BEM ทำอีไอเอก่อสร้างทางด่วน 2 ชั้นไม่ผ่าน ก็จะได้ต่ออายุสัมปทานแค่ 15 ปี ไม่ใช่ 30 ปี เหมือนที่หลายฝ่ายเข้าใจผิด และะออกมาแสดงความกังวล

“จากข้อสรุปนี้ถือว่าบอร์ด กทพ. ได้ทำตามมติครม. ถูกต้องตามหลักการทั้งหมดแล้ว คือไม่จ่ายเป็นเงินชดใช้มูลหนี้ และประชาชนก็ได้ประโยชน์จากการที่ กทพ จะลงทุนก่อสร้างทางด่วน 2 ชั้น บริเวณอโศก-ศรีนครินทร์ เพิ่มให้ แต่ที่กระทรวงเสนอเรื่องกลับให้บอร์ด กทพ.พิจารณาอีกครั้งก็เนื่องจากต้องการให้ ไปดูเพิ่มเติมในส่วนของวิธีการเท่านั้น ว่าต้องตามขั้นตอนของ พ.ร.บ. การให้เอกชนร่วมทุนในกิจการของรัฐ (PPP) ต้องยึดตามกฎหมายปี 2535, 2552 หรือ 2562 ครบถ้วนถูกต้องหรือไม่อย่างไร จากนั้นให้สรุปเสนอให้รัฐบาลใหม่ ซึ่งก็เป็นหน้าที่ของรัฐบาลใหม่ จะต้องตัดสิน ว่าจะดำเนินการอย่างไรต่อไป” นายไพรรินทร์กล่าว