Oops! It appears that you have disabled your Javascript. In order for you to see this page as it is meant to appear, we ask that you please re-enable your Javascript!

“ซัคเซสมอร์ ” จ่อขาย 150 ล้านหุ้น ธุรกิจขายตรงรายแรกใน SET  

“ซัคเซสมอร์ ” จ่อขาย 150 ล้านหุ้น ธุรกิจขายตรงรายแรกใน SET  

HoonSmart.com>>”ซัคเซสมอร์ บีอิ้งค์ “ติดท็อปเทนขายตรงในประเทศไทย กวาดรายได้กว่า 1,000 ล้านบาท ของตลาดรวม 7 หมื่นล้าน  เป็นผู้นำตลาดใน 7 ประเทศเพื่อนบ้าน เสริมกลยุทธ์ธุรกิจ  เพิ่มสมาชิก เพิ่มผลิตภัณฑ์  ลั่นเติบโตอีกมาก พร้อมขายหุ้นภายในไตรมาส 4 หรืออย่างช้าต้นปี 2563

นายสิทธิวีร์ เกียรตินันต์ ประธานกรรมการบริหาร บริษัทซัคเซสมอร์ บีอิ้งค์ (SCM) เปิดเผยว่า ซัคเซสมอร์ บีอิ้งค์ เป็นบริษัทที่ทำธุรกิจขายตรงรายแรกที่นำหุ้นเข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (SET) โดยบริษัทจำหน่ายสินค้าในกลุ่มผลิตภัณฑ์อุปโภคและบริโภคทั้งในและต่างประเทศ ดำเนินธุรกิจก้าวสู่ปีที่ 7 ถือเป็นน้องใหม่ของวงการ มีรายได้ติดอยู่ในอันดับบ็อปเทน จากกว่า 400 บริษัทขายตรงในประเทศไทย คิดเป็นส่วนแบ่งตลาดประมาณ 2% ของมูลค่าตลาดทั้งหมด 7 หมื่นล้านบาท โดยเฉลี่ยตลาดขายตรงในประเทศไทยเติบโต  3-5 % ทุกปี และบริษัทยังเป็นผู้นำธุรกิจขายตรงในประเทศเพื่อนบ้านด้วย

” จุดแข็งที่สำคัญของ SCM คือมีเครือข่ายสมาชิกกว่า 2 แสนคนทั่วประเทศ และมีสาขากระจายอยู่ทั่วภูมิภาค 23 แห่ง และยังมีตัวแทนจำหน่ายสินค้าในต่างประเทศ ถึง 6 ประเทศ เพื่อเป็นช่องทางกระจายสินค้าในประเทศแถบเออีซี ช่วงที่ผ่านมาเติบโตเร็วมาก การที่ ซัคเซสมอร์ บีอิ้งค์ เข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ฯจะช่วยตอกย้ำแบรนด์ของเราให้เป็นที่ยอมรับของผู้บริโภค และสร้างโอกาสในการเพิ่มฐานเครือข่ายสมาชิกและลูกค้า ช่วยผลักดันรายได้เติบโตอย่างมีนัยสำคัญในอนาคต”นายสิทธิวีร์ กล่าว

นายนพกฤษฏิ์ นิธิเลิศวิจิตร ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร SCM กล่าวว่า  บริษัทมีศักยภาพสูงทางด้านการทำธุรกิจในรูปแบบ Multi-level Marketing ทำให้ผู้บริโภคเข้าถึงสินค้าคุณภาพที่มีกว่า 60 ผลิตภัณฑ์ ไม่ใช่แค่ตลาดในประเทศไทยเท่านั้น บริษัทยังไปขยายไปยังตลาดเออีซี ประกอบด้วย เมียนมา ลาว กัมพูชา เวียดนาม มาเลเซีย และสิงคโปร์ แต่ที่เมียนมา รัฐบาลห้ามทำธุรกิจขายตรงในช่วงเดือนก.ย.2561 จากที่บริษัทเคยมีรายได้ประมาณ 100 ล้านบาท ในครึ่งแรกปีนี้ก็ลดลง อย่างไรก็ตาม บริษัทปรับกลยุทธ์หันมามุ่งเน้นตลาดกัมพูชา ลาว และมาเลเซีย แทน

ส่วนการขายในประเทศ มีการพัฒนาสินค้าที่มีนวัตกรรมใหม่ๆ ซึ่งในช่วงเดือนพ.ย.นี้ บริษัทเตรียมออกผลิตภัณฑ์อีกจำนวน 3 ผลิตภัณฑ์  ในแต่ละปีมีการออกผลิตภัณฑ์ใหม่ๆ ราว 5-8 ผลิตภัณฑ์  รวมถึงการจัดอบรมผู้นำองค์กรอย่างต่อเนื่อง พร้อมเพิ่มจำนวนสมาชิกประมาณ 8,000-10,000 คน/เดือน บริษัทฯ ยังคงมองหาโอกาสใหม่ๆ เพื่อทำให้กิจการเติบโตอย่างมั่นคงยั่งยืนในอนาคต

“บริษัทมีสมาชิกกว่า 2 แสนคนทั่วประเทศ แต่ active ประมาณ 15% มียอดซื้อสินค้ามากกว่า 2,000 บาท/บิล มีการรณรงค์ให้หันมาใช้สิ่งของประจำวันเป็นสินค้าของบริษัททั้ง 100% หากเพิ่มยอดการซื้อต่อบิลเพียง 100-200 บาท ก็มีผลต่อการดำเนินงานของบริษัท มั่นใจว่ากลยุทธ์ของบริษัทจะทำให้บริษัทมีการเติบโตอีกมาก”นายนพกฤษฏิ์ กล่าว

ปัจจุบันบริษัทแบ่งการดำเนินธุรกิจเป็น 3 กลุ่มธุรกิจ โดยธุรกิจหลักเป็นกลุ่มธุรกิจแบบเครือข่าย จำหน่ายสินค้าในกลุ่มผลิตภัณฑ์อุปโภคและบริโภค  6 กลุ่มผลิตภัณฑ์ ได้แก่ กลุ่มผลิตภัณฑ์เสริมอาหาร ซึ่งมีสัดส่วนรายได้ 65% , กลุ่มผลิตภัณฑ์เครื่องสำอาง 11%, กลุ่มผลิตภัณฑ์ของใช้ส่วนตัว 9%, กลุ่มผลิตภัณฑ์สินค้าใช้ในครัวเรือน 2%, กลุ่มผลิตภัณฑ์ทางการเกษตร 9% และกลุ่มผลิตภัณฑ์ที่เกี่ยวข้องกับเทคโนโลยี 4%

ประธานเจ้าหน้าที่บริหารกล่าวถึงผลการดำเนินงานในปี 2559-2560 บริษัทมีรายได้เติบโต 26% ส่วนปี 2561 ลดลงเล็กน้อย มาอยู่ที่ 1,400 ล้านบาท เนื่องจากได้รับผลกระทบจากการที่รัฐบาลเมียนมาห้ามทำธุรกิจขายตรงในประเทศ โครงสร้างรายได้มาจากในประเทศ 1,100 ล้านบาท ผ่านตัวแทนจำหน่ายในต่างประเทศ 150 ล้านบาท ส่วนที่เหลือมาจากงานบริการและอื่นๆ เช่น การจัดสัมมนา เป็นต้น

วัตถุประสงค์ของการระดมทุนครั้งนี้ บริษัทจะนำเงินไปลงทุนซื้อเครื่องจักร เพื่อผลิตสินค้าใหม่ให้มีต้นทุนเหมาะสม และเพิ่มทีมงานวิจัยสร้างมาตรฐานสินค้า และเป็นเงินทุนหมุนเวียน สิ่งที่สำคัญคือการสร้างแบรนด์”ซัคเซสมอร์ บีอิ้งค์”ให้แข็งแกร่ง และเป็นที่รู้จักในวงกว้างยิ่งขึ้น พร้อมสร้างฝันและโอกาสให้กับทุกคนได้

นายประเสริฐ ตันตยาวิทย์ กรรมการผู้จัดการฝ่ายวาณิชธนกิจ บล.เมย์แบงก์ กิมเอ็ง (ประเทศไทย) ในฐานะที่ปรึกษาทางการเงิน กล่าวว่า สำนักงานก.ล.ต.ได้อนุมัติแบบไฟลิ่งแล้ว เตรียมเสนอขายหุ้น 150 ล้านหุ้น พาร์ 50 สตางค์/หุ้น คิดเป็น 25% ของทุนชำระแล้ว คาคว่าหุ้นจะเข้าจดทะเบียนใน SET ภายในไตรมาส 4  หรือต้นปี 2563  บริษัทฯ มีแผนใช้เงินลงทุนประมาณ 150 ล้านบาท ขยายโรงงานผลิต รองรับการผลิตสินค้าเพิ่มอีก 10 ผลิตภัณฑ์ ในกลุ่มผลิตภัณฑ์อาหารเสริม จากปัจจุบันผลิตเอง 2 ผลิตภัณฑ์ และที่เหลือเป็นการจ้างผลิต ขณะเดียวกันจะใช้ในการสร้างศูนย์อบรมนักธุรกิจเครือข่าย และใช้เป็นเงินทุนหมุนเวียน