Oops! It appears that you have disabled your Javascript. In order for you to see this page as it is meant to appear, we ask that you please re-enable your Javascript!

บลจ.กสิกรฯ หั่นเป้า SET ปีนี้เหลือ 1,700 จุด กลางปีเริ่มลดน้ำหนัก-ถือเงินสด 10%

บลจ.กสิกรฯ หั่นเป้า SET ปีนี้เหลือ 1,700 จุด กลางปีเริ่มลดน้ำหนัก-ถือเงินสด 10%

HoonSmart.com>> บลจ.กสิกรไทย ปรับลดเป้าดัชนีหุ้นปี 62 เหลือ 1,700 จุด จากเดิมคาด 1,750 จุด หลังดัชนีเศรษฐกิจสหรัฐฯ หลายตัวแย่ลง หวั่นเศรษฐกิจถดถอย จับตาเจรจาการค้า 10-11 ต.ค. หากสัญญาณไม่ดีหุ้นทั่วโลกอาจปรับฐาน เหตุตลาดยังให้ความหวัง รับรู้ข่าวร้ายไปครึ่งเดียว ส่วนหุ้นไทยส่อหลุด 1,600 จุด แนวรับ 1,550 จุด ชูหุ้นน่าสนใจ กลุ่มคอมซูเมอร์ไฟแนนซ์ ท่องเที่ยว สาธารณูปโภค “บลจ.ยูโอบี” มองหุ้นแกว่ง 1,550-1,700 จุด เป้าปีหน้า 1,750 จุด คาด 12 เดือนไม่เกิดเศรษฐกิจถดถอย

ธิดาศิริ ศรีสมิต

น.ส.ธิดาศิริ ศรีสมิต รองกรรมการผู้จัดการ สายงานจัดการลงทุน บริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุน (บลจ.) กสิกรไทย เปิดเผยว่า บริษัทฯ ได้ปรับลดเป้าหมายดัชนีสิ้นปี 2562 จากเดิม 1,750 จุด เหลือ 1,700 จุด หลังจากตัวเลขเศรษฐกิจของสหรัฐฯ หลายตัวออกมาต่ำค่อนข้างมาก ล่าสุดดัชนีภาคการผลิตหดตัวสะท้อนเศรษฐกิจอาจถดถอย ในขณะที่ตลาดตราสารหนี้สะท้อนสภาวะดังกล่าวไปแล้ว แต่ตลาดหุ้นมองว่ารับรู้ไปเพียงครึ่งเดียว ตลาดจึงไม่ได้ปรับตัวลงมากนัก เพราะคาดหวังสถานการณ์จะดีขึ้น

“เรามองว่าทุกอย่างขึ้นอยู่กับสงครามการค้าระหว่างสหรัฐฯ เละจีน ซึ่งต้องจับตาการเจรจาวันที่ 10-11 ต.ค.นี้ หากทุกอย่างคลี่คลายก็น่าจะคลายกังวลเศรษฐกิจที่กำลังแย่ลง แต่ถ้าดูแล้วไม่เห็นความหวัง ตลาดหุ้นก็อาจปรับตัวลง เนื่องจากตั้งแต่ต้นปีจนถึงปัจจุบันตลาดหุ้นทั่วโลกปรับตัวขึ้นไปมาก โดยเฉพาะตลาดหุ้นพัฒนาแล้ว จึงอาจเห็นการปรับฐาน”น.ส.ธิดาศิริ กล่าว

สำหรับตลาดหุ้นไทยปีนี้ดัชนีขึ้นไปแตะระดับสูงสุดประมาณ 1,740 จุด ซึ่งเกือบถึงเป้าหมายที่คาดการณ์ไว้ แต่ก็ย่อตัวลงมาหลังจากตลาดปรับคาดการณ์กำไรต่อหุ้นของบริษัทจดทะเบียน (บจ.) ลงมาประมาณ 10% ทำให้ตั้งแต่ต้นปีจนถึงปัจจุบันผลตอบแทนเหลือประมาณ 4% ซึ่งแนวโน้มดัชนีในไตรมาส 4/62 จึงขึ้นอยู่กับการเจรจาทางการค้า ทำให้ช่วงนี้ตลาดทรงตัวและหากผลเจรจาไม่ดีตลาดอาจหลุด 1,600 จุดลงมา โดยมองแนวรับ 1,550-1,600 จุด

ส่วนแนวโน้มอัตราดอกเบี้ยของสหรัฐฯ คาดการณ์ธนาคารกลางสหรัฐฯ (เฟด) จะปรับลดดอกเบี้ยอีก 1 ครั้ง ส่วนอัตราดอกเบี้ยนโยบายของไทยมองว่าจะคงอัตราดอกเบี้ยระดับ 1.50% ยกเว้นเฟดปรับขึ้นดอกเบี้ย 2 ครั้งในช่วงที่เหลือของปีนี้ อาจทำให้กนง.ตัดสินใจลดดอกเบี้ยลง 0.25% ในปีนี้

อย่างไรก็ตามมองว่าสถานการณ์ตลาดโลกในตอนนี้อยู่ในสภาวะที่อัตราการเติบโตของเศรษฐกิจ (จีดีพี) เติบโตต่ำ อัตราดอกเบี้ยต่ำ ผลตอบแทนต่ำและเงินเฟ้อต่ำ ในขณะที่ความผันผวนสูงและความเสี่ยงสูง จึงแนะนำให้จัดพอร์ตการลงทุน เนื่องจากยังมองตลาดหุ้นน่าสนใจในระยะยาว ซึ่งพิสูจน์ได้จากข้อมูลในอดีตสามารถเอาชนะเงินเฟ้อได้ เมื่อเทียบกับสินทรัพย์ประเภทอื่นผลตอบแทนต่ำ จึงแนะนำลงทุนหุ้นต่อเนื่อง โดยเน้นหุ้นปันผล, ดีเฟนซีพและดูราคาที่เหมาะสมในการเข้าลงทุน

น.ส.ธิดาศิริ กล่าวว่า สำหรับกลยุทธ์การบริหารกองทุนหุ้นของบลจ.กสิกรไทยได้ลดน้ำหนักการถือครองหุ้นไทยลงมาตั้งแต่กลางปีที่ผ่านมา โดยถือเงินสดประมาณ 10% ของพอร์ต ดังนั้นหากการเจรจาการค้ามีสัญญาณที่ดีก็พร้อมเข้าไปทยอยซื้อหุ้นในตลาด

สำหรับกลุ่มหุ้นที่น่าสนใจ ได้แก่ คอนซูเมอร์ไฟแนนซ์ เนื่องจากมองการแข่งขันไม่สูงแนวโน้มยังเติบโตได้ต่อเนื่อง เพราะการเข้าถึงเงินกู้ยังน้อย เศรษฐกิจไม่ดีส่งผลให้ความต้องการเงินกู้สูงขึ้น รวมถึงกลุ่มท่องเที่ยวน่าจะกลับมาฟื้นตัวได้ โดยนักท่องเที่ยวอินเดียเข้ามาเที่ยวไทยมากขึ้นและอาจดึงเงินเข้าสู่ผู้ประกอบการไทยบ้าง ต่างจากนักท่องเที่ยวจีนที่จะมีชาวจีนเข้ามาทำธุรกิจทัวร์ในไทยมาก อีกทั้งกลุ่มท่องเที่ยวได้ผลดีจากฐานที่ต่ำในปีที่ผ่านมา

นอกจากนี้หุ้นกลุ่มสาธารณูปโภค (Utility) ซึ่งเป็นกลุ่มดีเฟนซีพ แม้ที่ผ่านมาราคาปรับตัวขึ้นมามาก แต่นักลงทุนยังมองเป็นหุ้นความเสี่ยงต่ำ แต่ Upside ของราคาหุ้นอาจไม่หวือหวาเหมือนที่ผ่านมา

“ภาพรวมกำไรบริษัทจดทะเบียนในไตรมาส 3/62 คงไม่ได้ทำให้ตลาดตื่นเต้นมากนัก เนื่องจากที่ผ่านมานักวิเคราะห์ไม่ได้คาดว่าแบงก์ชาติจะลดดอกเบี้ย ทำให้อัตราผลตอบแทนสินทรัพย์ที่ก่อให้เกิดรายได้สุทธิ (NIM) ยังไม่ได้ถูกปรับประมาณการลง ดังนั้นนักวิเคราะห์อาจปรับกำไรลงมา บวกกับสินเชื่อแบงก์ไม่ได้กระเตื้อง จึงคาดว่าไตรมาส 3/62 ผลประกอบการกลุ่มแบงก์จะอ่อนลง ซึ่งที่ผ่านมาราคาหุ้นกลุ่มแบงก์ลดลงมามาก จึงน่าสนใจ ปันผลสูงเฉลี่ย 4% แต่คงขึ้นอยู่กับความสามารถในทำกำไรของแบงก์”น.ส.ธิดาศิริ กล่าว

ส่วนกลุ่มพลังงานได้รับผลกระทบจากราคาน้ำมันปรับตัวลงมาเมื่อเทียบช่วงเดียวกันของปีก่อน โดยเฉพาะกลุ่มปิโตรเลียมผลประกอบการทั้งกลุ่มแย่ลง ส่วนกลุ่มสื่อสารกำไรยังดีและมีอัตราผลตอบแทนเงินปันผลสูง ขณะที่กลุ่มพาณิชย์ได้รับผลกระทบจากหลายปัจจัย

วจนะ วงศ์ศุภสวัสดิ์

ด้านนายวจนะ วงศ์ศุภสวัสดิ์ ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการ หัวหน้าฝ่ายพัฒนาผลิตภัณฑ์และสื่อสารองค์กร สายพัฒนาธุรกิจ บลจ.ยูโอบี (ประเทศไทย) กล่าว่า แนวโน้มดัชนีหุ้นไทยในช่วงไตรมาส 4/62 นี้ คาดว่าจะเคลื่อนไหวผันผวนต่อไปจนถึงสิ้นปี โดยอยู่ในกรอบ 1,550-1,700 จุดจนถึงสิ้นปี และแกว่งตัวขึ้นในปี 2563 แตะ 1,750 จุด โดยยังมองว่าใน 12 เดือนข้างหน้าเศรษฐกิจโลกจะยังไม่ถดถอย ซึ่งภาพรวมเศรษฐกิจโลกยังขยายตัวได้ แต่ในอัตราที่ลดลง

“ปีนี้เศรษฐกิจไทยขยายตัวต่ำกว่าคาดการณ์ไว้และเติบโตไม่ถึง 3% ขณะที่ผลประกอบการของบริษัทจดทะเบียนเติบโตชะลอตัวลงและถูกปรับลดประมาณลงต่อเนื่อง แต่คาดว่ากำไรปีหน้าเติบโต 8-10% ปัจจัยเสี่ยงยังเป็นเรื่องสงครามการค้าระหว่างสหรัฐฯ และจีนเป็นหลัก จึงต้องรอดูมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจภาครัฐจะเข้ามากระตุ้นได้เร็วหรือไม่และคาดหวังว่าปีหน้าเม็ดเงินลงทุนในโครงการขนาดใหญ่ของภาครัฐจะเริ่มออกมา หลังปีนี้การเบิกจ่ายงบประมาณออกมาล่าช้ากว่าที่คาดไว้ และการบริโภคที่จะค่อย ๆ ปรับตัวดีขึ้น รวมไปถึงการท่องเที่ยวที่เริ่มฟื้นตัว หนุนจีดีพีฟื้นตัวประมาณ 3-3.2% ได้”นายวจนะ กล่าว

อย่างไรก็ตามแม้ภาพรวมผลประกอบการของบริษัทจดทะเบียนไทยไม่ค่อยดี แต่คงไม่ทำให้ตลาดหุ้นปรับตัวลงไปมากๆ เนื่องจากปัจจุบันการถือครองหุ้นของนักลงทุนต่างชาติเหลือไม่มาก ประกอบกับอัตราดอกเบี้ยนโยบายอยู่ในระดับต่ำ จึงไม่น่าจะทำให้เกิดการย้ายการลงทุนจากหุ้นไปสินทรัพย์อื่นๆที่มีอัตราผลตอบแทนต่ำกว่า

สำหรับแนวโน้มอัตราดอกเบี้ยสหรัฐฯ ในปีนี้คาดว่าจะลดดอกเบี้ยลงอีก 1 ครั้งและปี 2563 ลดอีก 2 ครั้ง ซึ่งเฟดระบุชัดว่าเศรษฐกิจแนวโน้มชะลอตัว ส่วนอัตราดอกเบี้ยของไทยคาดปรับลดลง 1 ครั้งในปีนี้และปีหน้าอีก 1 ครั้ง

ส่วนกลยุทธ์การลงทุนแนะนำให้เน้นหุ้นคุณภาพและหุ้นกลุ่มดีเฟนซีพเป็นหลัก

อ่านประกอบ

บลจ.ยูโอบีชู 5 กองทุนตอบโจทย์ลงทุน – 8 เดือนบริหาร AUM โต 16.6%