Oops! It appears that you have disabled your Javascript. In order for you to see this page as it is meant to appear, we ask that you please re-enable your Javascript!

“เกศรา” ส่งไม้ “ภากร” ชนะใจลูกค้ายุคดิจิทัล

“เกศรา” ส่งไม้ “ภากร” ชนะใจลูกค้ายุคดิจิทัล

ภารกิจหินของกรรมการและผู้จัดการคนใหม่ หลังธุรกิจตลาดหลักทรัพย์พลิกโฉมหน้าอย่างรวดเร็ว เทคโนโลยีล้ำสมัย คู่แข่งเข้ามารอบทิศ นักลงทุนและบริษัทจดทะเบียนมีโอกาสออกไปลงทุนต่างประเทศ

“เกศรา มัญชุศรี” กรรมการและผู้จัดการตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย ได้ตอกเสาเข็มและสร้างบ้านที่มีความแข็งแกร่งมากขึ้นอย่างชัดเจน พร้อมส่งไม้ต่อให้ “ภากร ปีตธวัชชัย” กรรมการและผู้จัดการตลาดหลักทรัพย์ คนที่ 13 นับตั้งแต่วันที่ 1 มิ.ย. 2561

แต่การดำเนินธุรกิจตลาดหลักทรัพย์และการทำธุรกิจนายทะเบียนในยุคนี้ยากมาก ภาพการแข่งขันเปลี่ยนโฉมหน้าอย่างรวดเร็ว การเพิ่มจำนวนนักลงทุน บริษัทจดทะเบียน และสินค้าใหม่ๆ เหมือนในอดีต รับมือสถานการณ์ไม่ไหวแล้ว สภาพแวดล้อมมีการเปลี่ยนแปลงไปอย่างรวดเร็ว โลกใหม่ที่เผชิญกับยุคดิจิทัล ทำให้ผู้เกี่ยวข้องทุกฝ่ายจะต้องเร่งปรับตัว เพื่อแข่งขันกับคู่ต่อสู้ที่เข้ามารอบทิศ

“สิ่งที่กังวลในอนาคต คือ ตลาดหลักทรัพย์จะทำได้หรือเปล่า เมื่อเทคโนโลยีเข้ามาเร็ว ลูกค้าตอบสนองไม่เหมือนเดิม มีคู่แข่งรายใหม่เข้ามา ธุรกิจเค้าสามารถทดแทนเราได้ การระดมแบบ ICO การใช้บล็อกเชนซื้อขายกันเอง สะดวกและสบายมากขึ้น ต่อไปอาจจะไม่ต้องผ่านตัวกลาง ไม่ต้องมีตลาดหลักทรัพย์ก็ได้” เกศรากล่าว

แม้ว่าตลาดหลักทรัพย์ได้เร่งปรับตัว ปรับปรุงหลักเกณฑ์ให้เป็นมาตรฐานสากลมากขึ้น เตรียมความพร้อมในเรื่องระบบและบุคคลากร มี ‘LiVE’ Platform มี Fund Connext อำนวยความสะดวกต่อการลงทุนในกองทุนรวม แต่ยอมรับว่ายังไม่เพียงพอ

นอกจากนั้นบริษัทจดทะเบียนและนักลงทุนก็มีทางเลือกมากขึ้น ในการออกไปลงทุนยังต่างประเทศ เนื่องจากการเติบโตภายในประเทศไม่เพียงพอแล้ว

ตลาดหุ้นไทยมีอายุมาก เหมือนกับเศรษฐกิจ ซึ่งไม่สามารถเติบโตปีละ 7-8% เหมือนในอดีต แต่ละปีขยายตัวเพียง 4-5 % ทำให้บริษัทจดทะเบียน ไม่สามารถเติบโต 30-40% เหมือนที่ผ่านมา บริษัทหลายแห่งจึงต้องออกไปลงทุนยังต่างประเทศ เพราะไม่มีกำลังซื้อของคนหนุ่มสาว ที่ออกไปทำงานยังต่างประเทศ

ขณะเดียวกัน นักลงทุนยอมที่จะจ่ายค่าใช้จ่ายแพงมาก สำหรับการรับรู้ข้อมูลข่าวสารการลงทุน ไม่ได้ฟรีเหมือนที่ได้รับจากตลาดหลักทรัพย์ และโบรกเกอร์ก็ตาม

ส่วนนักลงทุนในประเทศ ต้องปรับตัว ต้องตัดสินใจเร็วขึ้น จากความซับซ้อนของการลงทุนที่มากขึ้น ทั้งจากข้อมูลข่าวสารที่รวดเร็ว และเครื่องไม้เครื่องมือ โบรกเกอร์มีการลงทุนด้านโปรแกรมซื้อขาย มีการใช้ปัญญาประดิษฐ์ (AI) มาช่วยในการคัดเลือกหุ้นและตัดสินใจ พร้อมปรับปรุงคุณภาพตลอดเวลาตามพฤติกรรมของตลาดและนักลงทุน

อย่างไรก็ตาม การที่ตลาดหุ้นไทยมีพื้นฐานแข็งแกร่ง มีนักลงทุนใหม่มาเปิดบัญชีซื้อขายหลักทรัพย์เพิ่มขึ้น เฉลี่ยปีละ 1.2 แสนบัญชี รวมประมาณ 5 แสนบัญชีในช่วง 4 ปีที่ผ่านมา เพิ่มยอดบัญชีซื้อขายเป็น 2.2 ล้านบัญชี รวมถึงอายุเฉลี่ยของนักลงทุนลดลงจากที่เคยอยู่ 50 ปีมาอยู่บวกลบ 40 ปี และนักลงทุนต่างชาติมีสัดส่วนการซื้อขายมากขึ้นเป็น 35-40% จากที่เคยมีสัดส่วน 25% และบริษัทต่างๆให้ความสนใจเข้ามาจดทะเบียนมากขึ้น แม้ว่าจะต้องใช้เวลาในการเตรียมตัวความพร้อมพอสมควรก็ตาม จะช่วยให้ตลาดหลักทรัพย์ฝ่าฝันธุรกิจในยุคดิจิทัลไปได้ไม่ยากนัก!!!!