Oops! It appears that you have disabled your Javascript. In order for you to see this page as it is meant to appear, we ask that you please re-enable your Javascript!

ITEL ตั้งเป้าปีนี้รายได้แตะ 1.4พันล้าน-ลุยประมูลงาน กสทช.หมื่นล้าน

ITEL ตั้งเป้าปีนี้รายได้แตะ 1.4พันล้าน-ลุยประมูลงาน กสทช.หมื่นล้าน

เอ็มดี ITEL มั่นใจปีนี้ทุกธุรกิจเติบโตต่อเนื่อง ดันรายได้แตะ 1.4 พันล้านบาท เพิ่มขึ้นจากปีก่อน 30-40% ลุยประมูลงานกสทช.เพิ่มอีก หลังตุน Backlog แล้ว 2,454 ล้านบาท เตรียมออก Warrant ในอัตราส่วน 4 หุ้นเดิมต่อ 1 ใบสำคัญแสดงสิทธิ ระดมทุนขยายธุรกิจ ราคาใช้สิทธิ 5 บาท

นายณัฐนัย อนันตรัมพร กรรมการผู้จัดการ บริษัท อินเตอร์ลิ้งค์ เทเลคอม จำกัด (มหาชน) หรือ ITEL เปิดเผยว่า ปีนี้บริษัทมีเป้าหมายที่จะสร้างรายได้เพิ่มขึ้น 30-40% จากปีก่อน หรือมีรายได้แตะระดับ 1,400 ล้านบาท จากปี 2560 ที่บริษัทมีรายได้ 1,081 ล้านบาท และบริษัทมีแผนที่จะควบคุมต้นทุนและค่าใช้จ่ายต่างๆให้มีประสิทธิภาพ เพื่อทำให้อัตรากำไรสุทธิดีขึ้นจากการเพิ่มขึ้นของรายได้ โดยเฉพาะในส่วนกำไรขั้นต้นของส่วนงานการให้บริการโครงข่ายคาดว่าจะเพิ่มขึ้นแตะ 40% ได้ภายใน 5 ปี จากปัจจุบันอัตรากำไรขั้นต้นอยู่ที่ 25.13%

ณัฐนัย อนันตรัมพร

สำหรับภาพรวมธุรกิจในปีนี้ยังคงมีแนวโน้มดีขึ้นต่อเนื่อง จากการให้บริการโครงข่ายที่ครอบคลุมถึง 75 จังหวัด การมีโครงข่ายมีเสถียรภาพมากขึ้น ซึ่งสามารถสร้างความพึงพอใจให้ลูกค้าได้มากขึ้น และที่ผ่านมาบริษัทสามารถพิสูจน์ตนเองจนสร้างความน่าเชื่อถือให้กับลูกค้าได้ ส่งผลให้บริษัทมีความได้เปรียบในการแข่งขันมากขึ้น

“รายได้มีแนวโน้มเพิ่มสูงขึ้นจากปริมาณการใช้งานของลูกค้าเช่าวงจรสื่อสารความเร็วสูง ซึ่งบริษัทฯ เน้นกลุ่มเป้าหมายที่เป็นผู้ให้บริการโทรคมนาคมและบริษัทเอกชนทั่วไป โดยปัจจุบันได้เพิ่มทีมงานทางด้านการขายเพื่อรองรับกับโอกาสทางการค้าที่เพิ่มสูงขึ้น และรองรับการใช้งานจากประเทศเพื่อนบ้าน ส่วนธุรกิจ Data Center คาดว่ารายได้จะเติบโตจากปี 2560 อย่างมีนัยสำคัญ ปัจจุบันมีบริษัทฯมี Data Center ถึง 2 แห่ง โดยในแห่งแรกได้สร้างเสร็จและให้บริการเต็มพื้นที่เรียบร้อยแล้ว และส่วน Data Center แห่งที่ 2 ซึ่งเปิดให้บริการไตรมาส 1/2561 จะมียอดการเข้าใช้งานที่ 30% ภายในไตรมาส 2 ปีนี้ และคาดหวังจะมีลูกค้าทยอยเข้ามาใช้บริการ 60% ในสิ้นปีนี้”นายณัฐนัยกล่าว

นอกจากนี้ ในส่วนธุรกิจติดตั้งโครงข่าย บริษัทฯ จะยังคงบริหารจัดการทรัพยากรที่มีอยู่ให้เกิดประสิทธิภาพสูงสุด โดยการรับงานติดตั้งโครงข่ายอย่างต่อเนื่อง โดยปัจจุบันบริษัทฯอยู่ระหว่างเตรียมความพร้อมให้บริการและเข้าร่วมประมูลงานขนาดใหญ่อื่นๆ เช่น โครงการอินเตอร์เน็ต USO ของ กสทช. ซึ่งจะแบ่งเป็น 5 สัญญา มูลค่ากว่า 18,000 ล้านบาท และคาดว่าจะประมูลได้ในเดือนเมษายน 2561 บริษัทฯ คาดหวังได้งาน 1 สัญญา ในพื้นที่ภาคกลางหรือภาคใต้ หรือประมาณ 2,000 – 3,000 ล้านบาท หรือไม่ต่ำกว่า 15% ของมูลค่ารวม

ปัจจุบันบริษัทมีสัญญาในมือ (Backlog) อยู่แล้วทั้งสิ้น 2,454 ล้านบาท เป็นงานบริการโครงข่าย 1,847 ล้านบาท งานให้บริการติดตั้งโครงข่าย 437 ล้านบาท และงานให้บริการพื้นที่ดาต้า เซ็นเตอร์ 170 ล้านบาท

นายณัฐนัย ยังระบุว่า ในส่วนผลการดำเนินงานปี 2560 บริษัทฯมีรายได้รวม 1,081 ล้านบาท จากปี 2559 ที่มีรายได้ 809.29 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 271.96 ล้านบาท หรือเพิ่มขึ้น 33.60% โดยรายได้จากการให้บริการโครงข่ายอยู่ที่ 517.28 ล้านบาท เพิ่มจากปี 2559 ที่มีรายได้ 397.53 ล้านบาท หรือเพิ่มขึ้นจากปีก่อนหน้า 30.12% ส่วนรายได้จากการให้บริการติดตั้งโครงข่ายอยู่ที่ 479.76 ล้านบาท จากปี 2559 อยู่ที่ 344.49 ล้านบาท เพิ่มขึ้นจากปีก่อนหน้า 39.27% ขณะที่กำไรสุทธิจากการดำเนินงาน 101.78 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 35.16 ล้านบาท หรือเพิ่มขึ้น 52.77% เมื่อเทียบกับปีก่อน

“โครงการงานจ้างสร้างและปรับข่ายสายสัญญาณโทรคมนาคม หรือโครงการเน็ตประชารัฐ ของ TOT ตามจังหวัดต่าง ๆ และโครงการอินเตอร์เน็ตชายขอบ บริษัทมีการรับรู้รายได้เข้ามามากถึง 295.25 ล้านบาท ในขณะที่รายได้จากการให้บริการพื้นที่ดาต้า เซ็นเตอร์ทั้งปีเพิ่มสูงขึ้นจากปีก่อนหน้า 24.76% เนื่องจากฐานลูกค้าที่ใช้งานปี 2560 มีมากถึง 95% ทำให้รายได้จากการให้บริการพื้นที่ดาต้า เซ็นเตอร์ในปี 2560 อยู่ที่ 79.56 ล้านบาท จากปีก่อนหน้าอยู่ที่ 63.77 ล้านบาท และในแต่ละไตรมาสหลังจากนี้จะมีแนวโน้มของรายได้ที่มั่นคง”นายณัฐนัยกล่าว

ล่าสุดบริษัทฯประกาศจ่ายปันผลตามนโยบายที่ 40% ของกำไรบริษัท คิดเป็น 0.043 บาทต่อหุ้น กำหนดขึ้น XD วันที่ 10 พ.ค.2561 และจ่ายปันผลวันที่ 23 พ.ค. 2561 พร้อมทั้งมีแผนระดมทุนเพื่อขยายธุรกิจในอนาคตผ่านใบสำคัญแสดงสิทธิ (Warrant) จำนวนหุ้นที่เพิ่มทุน 250,000,000 หุ้น ใช้ชื่อย่อใบสำคัญแสดงสิทธิ ITEL-W1 ในอัตราส่วน 4 หุ้นเดิมต่อ 1 ใบสำคัญแสดงสิทธิ ในราคาแปลงสิทธิที่ 5 บาท กำหนดใช้สิทธิในระยะเวลา 3 ปี โดยจะนำเข้าพิจารณาในการประชุมสามัญประจำปีในเดือนเมษายนนี้