Oops! It appears that you have disabled your Javascript. In order for you to see this page as it is meant to appear, we ask that you please re-enable your Javascript!

ACE ฟลอร์ เซ่นพิษ”เด้งเข้ากรุ” กลัว!พลาดโอกาสเพิ่มเมกะวัตต์

ACE ฟลอร์ เซ่นพิษ”เด้งเข้ากรุ” กลัว!พลาดโอกาสเพิ่มเมกะวัตต์

HoonSmart.com>>หุ้นไฟฟ้าเป็นการซื้อโครงการใหม่ในอนาคต หากนักลงทุนมองเห็นโอกาสที่สดใส ก็พร้อมจะจ่ายทุกระดับราคา เหมือนตัวอย่างที่เห็นจากหุ้นหลายตัวที่ทำจุดสูงสุดใหม่ตลอดกาล หรือ All time High แต่หากไม่มั่นใจแล้วหล่ะก็พร้อมจะทิ้ง ทุกราคาเช่นเดียวกัน

กรณีบริษัท แอ๊บโซลูท คลีน เอ็นเนอร์จี้ (ACE) ดิ่งลงแรงติดฟลอร์ที่ระดับ 3.02 บาทอยู่หลายชั่วโมง เพราะนักลงทุนมองข้ามชอร์ต “ผู้ถือหุ้นใหญ่ถูกเด้งเข้ากรุ” อาจจะลุกลามจนทำให้โอกาสในการได้สัญญาซื้อขายไฟฟ้ากับการไฟฟ้าส่วนภูมิภาค( กฟภ.)และการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย(กฟผ.) มีความไม่แน่นอนสูง จึงไม่ต้องการถือลงทุนต่อไป แรงขายที่กระหน่ำออกมา โดยไม่สนใจข่าวด่วนที่บริษัทรีบชี้แจงออกมาสยบแรงตื่นตระหนก ทาง”กลุ่มทรงเมตตา”ประเมินสถานการณ์แล้ว “เอาไม่อยู่” และไม่ยอมปล่อยให้ราคาฟลอร์สนิทข้ามวัน ออกแรงสู้ ทุ่มกำลังเงินมากถึง 130.72 ล้านบาทในการเก็บหุ้น 43 ล้านหุ้นราคาฟลอร์ สำหรับการซื้อขายหุ้นเมื่อวันที่ 24 ม.ค. 2563 ที่ผ่านมา และในวันที่ 27 ม.ค. นี้ ” จิรฐา ทรงเมตตา” ประธานคณะกรรมการบริหาร ร่วมกับ”ธนะชัย บัณฑิตวรภูมิ” ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร จะเปิดแถลงข่าวปลุกความมั่นใจอีกครั้งหนึ่ง

น.ส. จิรฐา ทรงเมตตา ประธานคณะกรรมการบริหาร บริษัท แอ๊บโซลูท คลีน เอ็นเนอร์จี้ (ACE) ให้สัมภาษณ์ www.HoonSmart.com ว่า นักลงทุนที่ตื่นตระหนกข่าว พล.ต.อ วิระชัย ทรงเมตตา รอง ผบ.ตร. ถูกโยกย้ายไปปฏิบัติราชการสำนักนายกรัฐมนตรี และขายหุ้น AEC ราคาร่วง ติดฟลอร์ นั้น เป็นความเข้าใจผิด ซึ่ง พล.ต.อ. วิระชัย เป็นเพียงผู้ถือหุ้น ไม่เกี่ยวข้องใดๆกับการบริหารงาน ซึ่งบริษัทใช้มืออาชีพบริหารงาน

ส่วนความกังวลว่าการโยกย้ายผู้ถือหุ้นใหญ่ จะส่งผลต่อการได้เมกะวัตต์ใหม่เพิ่มเติม ยืนยันว่าการได้เมกะวัตต์ ด้วยความสามารถของทีมผู้บริหาร ตามแผนงานที่บริษัทได้ศึกษา และทำตามแผนงานที่วางไว้ อีกทั้งทำตามเป้าหมายตามแผนงานอย่างมืออาชีพ

สำหรับการซื้อหุ้นของครอบครัว “ทรงเมตตา” เพิ่มเติมขณะที่หุ้นร่วง น.ส.จิรฐากล่าวว่า เพื่อสร้างความมั่นใจกับนักลงทุน ว่า บริษัทดำเนินงานอย่างมืออาชีพ ซึ่งทีมผู้บริหารจะแถลงแผนธุรกิจ วันจันทร์ที่ 26 ม .ค. นี้ และชี้แจงกรณีผู้ถือหุ้นใหญ่ด้วย

นอกจาก ความกังวลเรื่องโครงการใหม่ที่จะได้มาในอนาคตแล้ว ยังน่าค้นหาคำตอบว่านักลงทุนกลุ่มใดทิ้งหุ้น ACE ออกมาหนักขนาดนี้ คงไม่ใช่ฝีมือของ”รายย่อย”อย่างแน่นอน

บริษัท แอ๊บโซลูท คลีน เอ็นเนอร์จี้ เป็นโฮลดิ้ง ประกอบธุรกิจผลิตและจำหน่ายไฟฟ้าและไอน้ำและธุรกิจอื่นที่สนับสนุนหรือเกี่ยวเนื่องโดยมีบริษัท แอ๊ดวานซ์ คลีน เพาเวอร์ (ACP) ซึ่งประกอบธุรกิจโรงไฟฟ้าชีวมวลเป็นบริษัทแกน เข้ามาจดทะเบียนและซื้อขายในตลาดทรัพย์แห่งประเทศไทย เมื่อวันที่ 13 พ.ย. 2562 หุ้นอยู่ในมือของกลุ่มทรงเมตตา มากกว่า 78%

ส่วนที่เหลือเกือบ 22% แบ่งเป็นการขาย IPO ในราคา 4.40 บาท จำนวน 1,018 ล้านบาท หรือ 10% และอีก 12 % เป็นของนักลงทุนรายใหญ่ที่เข้ามาร่วมลงทุนกับบริษัทก่อนหน้าที่จะเข้าตลาด จำนวนประมาณ 30 ราย หนึ่งในนั้นคือธนาคารไทยพาณิชย์(SCB) ถือจำนวน 379 ล้านหุ้นหรือ 3.73% และบริษัทบรุ๊คเคอร์ กรุ๊ป ถือ 201 ล้านหุ้นหรือ 1.98%

ปริมาณหุ้นที่หมุนเวียนในตลาดน้อย ทำให้การซื้อขายไม่มีสภาพคล่องเท่าที่ควร ในแต่ละวันมีการเปลี่ยนมือเพียงหลักสิบล้านบาทเท่านั้น แต่เมื่อวันศุกร์ที่ผ่านมา ยอดซื้อขายพุ่งขึ้นถึง 2,020 ล้านบาท… หุ้นมาจากที่ไหน

และตามธรรมชาติของหุ้น หากมีแรงขายออกมามากผิดปกติ เพราะการขาดความเชื่อมั่น ราคามักจะลงมากกว่า 1 วัน กรณี ACE มีหุ้นทั้งหมด 10,176 ล้านหุ้น แต่เมื่อวันศุกร์กลับมีการขายมากถึง 632 ล้านหุ้น หรือมากกว่า 6% ก็ยังมีโอกาสที่จะไหลลงต่อ แม้ว่าเมื่อวันที่ 24 ม.ค. สามารถงัดราคากลับมาพ้นฟลอร์ปิดที่ระดับ 3.20 บาท แล้วก็ตาม

แนวโน้มราคาจะลงต่อหรือดีดกลับขึ้นไปหาราคาที่เคยเคลื่อนไหวสูงกว่า 4 บาท ก็มีความเป็นไปได้ทั้งสองทาง เพราะการเด้งเข้ากรุของผู้ถือหุ้นใหญ่ครั้งนี้ ไม่ได้มีความหมายตื้นๆเหมือนที่บริษัทชี้แจงว่า ไม่เกี่ยวข้องกับการบริหารงานแต่อย่างใด

เป็นที่ทราบกันดีว่า ธุรกิจโรงไฟฟ้า นอกจากมีเงิน มีประสบการณ์แล้ว หลายโครงการกว่าจะได้มาจะต้องมีพละกำลังพิเศษ

ดังนั้นสิ่งที่นักลงทุนกังวลชิงขายหุ้นออกก่อน น่าจะเป็นทางเลือกที่สบายใจ เมื่อพิจารณาจากปัจจัยแวดล้อม รวมถึงผลการดำเนินงาน และงานในมือของบริษัทในปัจจุบันที่มีการเปิดดำเนินการเชิงพาณิชย์(COD) เพียง 212.18 MW และกำลังพัฒนา 19 โครงการ กำลังการผลิต 209.19 MW รวมกำลังการผลิต 421.37 MW เพราะสถานการณ์เพิ่งเกิดขึ้นสดๆร้อนๆยังไม่มีใครรู้ว่า การเปลี่ยนแปลงของผู้ถือหุ้นใหญ่ครั้งนี้ จะมีผลต่อเป้าหมายที่บริษัทประกาศไว้ว่าจะมีกำลังการผลิตรวม 1,000 เมกะวัตต์(MW) ในปี 2567 หรือไม่