Oops! It appears that you have disabled your Javascript. In order for you to see this page as it is meant to appear, we ask that you please re-enable your Javascript!

แน่งน้อยร้อยเรื่องลงทุน : NER ได้หลายเด้ง! เข้า SET เพิ่มสินค้านวัตกรรม มาร์จิ้นสองหลัก

แน่งน้อยร้อยเรื่องลงทุน : NER ได้หลายเด้ง! เข้า SET เพิ่มสินค้านวัตกรรม มาร์จิ้นสองหลัก

บริษัทที่กำลังจะเสนอขายหุ้นให้กับประชาชนครั้งแรก (IPO) อย่าเพิ่งถอดใจ ตัดสินใจเลื่อนการเข้าตลาดหลักทรัพย์ หลังจากเห็นบริษัท เซ็นทรัล รีเทล คอร์ปอเรชั่น (CRC) ยอมถอย เคาะราคาขายหุ้นเพียง 42 บาท/หุ้น จากราคาสูงสุดที่กำหนดไว้ระดับ 43 บาท เพราะภาวะตลาดไม่เอื้ออำนวยมากพอ สำหรับการระดมทุนสูงกว่า 7 หมื่นล้านบาท

การเข้าจดทะเบียนไม่ว่าจะเป็นตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (SET) หรือตลาดหลักทรัพย์เอ็มเอไอ (mai) จะเกิดผลดีทั้งในระยะสั้นและในระยะยาว  ซึ่งหากเป็นบริษัทที่มีความแข็งแกร่งจริง ไม่ว่าภาวะตลาดจะเป็นอย่างไร ราคาหุ้นจะต้องปรับตัวขึ้นมาให้เหมาะสมกับปัจจัยพื้นฐานในที่สุด

 

ยกตัวอย่าง กรณี บริษัทนอร์ทอีส รับเบอร์  (NER) ดำเนินธุรกิจผลิตและจำหน่ายยางแผ่นรมควัน ยางแท่ง และยางผสม เพื่อจำหน่ายให้กับผู้ผลิตในอุตสาหกรรมยานยนต์และกลุ่มผู้ค้าคนกลาง เข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์(SET) โดยมีบริษัท แอสเซท โปร แมเนจเม้นท์ (APM) เป็นที่ปรึกษาทางการเงิน ได้ฤกษ์เข้าซื้อขายในวันที่ 7 พ.ย.2561 ที่ผ่านมา ราคาหุ้นวันแรกร่วงไม่เป็นท่า ปิดที่ระดับ 2.06 บาท นักลงทุนที่จองซื้อในราคาหุ้นละ 2.58 บาท ขาดทุนมากถึง 20.16% หลังจากนั้นราคาก็ยังยืนไม่อยู่ ไหลลงไปต่ำสุดที่ 1.69 บาท ก่อนจะค่อยๆฟื้นตัวขึ้น และสามารถรักษาระดับสูงกว่า IPO ได้อย่างต่อเนื่องมาจนถึงปัจจุบัน เพราะเห็นการเติบโตของผลการดำเนินงาน และโครงการลงทุนต่างๆ สำเร็จตามแผนที่ประกาศไว้

“ชูวิทย์ จึงธนสมบูรณ์” ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท นอร์ทอีส รับเบอร์  (NER) เล่าให้ฟังว่า เหตุผลหนึ่งในการตัดสินใจนำบริษัทเข้าตลาดหลักทรัพย์ เพราะธุรกิจของ NER ต้องใช้เงินสดสูงมาก สำหรับการซื้อวัตถุดิบ(ยาง) แต่กลับไม่ได้รับการสนับสนุนสินเชื่อจากธนาคารพาณิชย์เท่าที่ควร เมื่อปี 2553-2554 แบงก์แห่งหนึ่งได้อนุมัติวงเงินกู้เพียง 100-200 ล้านบาทเท่านั้น เมื่อไม่มีกำลังเงิน ก็ส่งผลกระทบต่อกำลังการผลิต แต่ภายหลังจากบริษัทพร้อมจะเข้าจดทะเบียน ก็มีธนาคาร 2 แห่ง มาเสนอวงเงินกู้สูงถึง 4,000 ล้านบาท ด้วยเงื่อนไขที่ดีขึ้น บริษัทสามารถลดต้นทุนทางการเงินลงอย่างชัดเจน จากที่เคยจ่ายดอกเบี้ยในอัตรา 6.00% ต่อปี ปัจจุบันลดลงเหลือเฉลี่ย 3.70-4.10% ต่อปี

นอกจากนี้ บริษัทฯยังได้รับประโยชน์อีกมากมายในการเป็นบริษัทจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์

บริษัทนอร์ทอีส รับเบอร์ ได้รับ “ความน่าเชื่อถือมากขึ้น” จากคู่ค้า และมี “คอนเน็คชั่นกว้างขึ้น”  ทำให้มีโอกาสเติบโตได้อย่างรวดเร็ว ไม่เพียงการระดมทุนจากการขาย IPO มาสร้างโรงงานแห่งใหม่ เพื่อเพิ่มกำลังการผลิตยางแท่งอีก 1.7 แสนตัน เป็นกำลังผลิต 4 แสนตัน ในไตรมาส 2/2563 และปี 2564 กำลังผลิตเต็ม 4.6 แสนตัน/ปี

NER อยู่ในสายตาของผู้ผลิตยางรถยนต์รายใหญ่ของโลกแล้ว ปัจจุบันยางแผ่นของบริษัทได้มาตรฐานเป็นที่ยอมรับจาก “บริดจสโตน” ผู้ผลิตยางรถยนต์รายใหญ่ของญี่ปุ่น มีออเดอร์จำนวนมาก และขณะนี้ “มิชลิน” ผู้ผลิตยางจากฝรั่งเศส ติดต่อขอซื้อสินค้าจาก NER เช่นกัน แต่อยู่ในขั้นตอนการตรวจสอบตัวอย่าง คาดว่าจะรู้ผลทดสอบในเดือนก.พ.นี้ หากสอบผ่านจะมีคำสั่งซื้อเข้ามาภายในปี 2563

ข้อดีของการเป็นบริษัทจดทะเบียน ในการสร้างความมั่นใจให้คนเก่งๆเข้ามาร่วมงานกับเรามากขึ้น สามารถนำ “คอนเน็คชั่น” ไปขยายตลาดในประเทศจีน ได้ออเดอร์ระยะยาว รวมถึงโรงงานผลิตยางรถยนต์ของจีนที่ย้ายฐานการผลิตเข้ามาตั้งโรงงานในประเทศไทย ก็สั่งซื้อสินค้าจากเราโดยตรง ช่วยลดค่าใช้จ่ายในการขนส่งด้วย

และที่สำคัญ “คอนเน็คชั่น”ยังช่วยเปิดโอกาสในการสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับสินค้า และออกผลิตภัณฑ์ใหม่ เพื่อแก้จุดอ่อนของบริษัทในการมีอัตรากำไรสุทธิต่ำเพียง 5% เท่านั้น 

“เวลาไปโรดโชว์ ผมมักจะได้รับคำถามจากนักวิเคราะห์ และนักลงทุนอยู่บ่อยครั้งว่า บริษัทใช้เงินทุนหมุนเวียนสูงมาก แต่ทำไมถึงผลิตและจำหน่ายยางที่มีอัตรากำไรสุทธิต่ำเพียง 5% เท่านั้น ผมต้องคิดหาทางออก และได้ใช้เครือข่ายเชื่อมต่อกับมหาวิทยาลัยชื่อดัง เช่น เชียงใหม่ (มช.) และมหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ (มอ.) ในการวิจัยและพัฒนาสินค้าร่วมกัน ภายใต้โจทย์ทำแล้วต้องขายได้ ในส่วนของมอ. ได้สูตรออกมาแล้ว เป็นแผ่นปูนอน รองพื้นนอนของวัว ที่มีมาร์จิ้นสูงถึง 25 % บริษัทส่งยางไปให้โรงงานอื่นผลิตตามสูตร เตรียมส่งสินค้าให้ลูกค้าทดลองใช้ หากได้รับความนิยม ในช่วงแรกจะขายในประเทศก่อน และมีแผนส่งออกไปยังประเทศออสเตรเลีย – นิวซีแลนด์ ”

“ชูวิทย์” กล่าวทิ้งท้ายว่า การเพิ่มกำลังการผลิตเป็น 4.6 แสนตัน และมีความพร้อมขยายถึง 1 ล้านตันในอนาคต รวมถึงการออกสินค้าใหม่ๆ ยังไม่เพียงพอสำหรับ NER

บริษัททำธุรกิจโดยคำนึงถึงผู้มีส่วนได้เสีย มีการจ้างคนงานในท้องถิ่น จ่ายเหมาตามผลงาน ทำมากได้มาก สร้างความเป็นอยู่ที่ดีขึ้น นอกจากนี้ยังรับซื้อยางจากเกษตรกรในราคาสูงกว่าตลาดกิโลกรัมละ 0.50-1 บาท และมีการบำบัดน้ำเสียที่ออกจากโรงงานก่อนนำไปรดหญ้าเนเปีย สำหรับโรงไฟฟ้าชีวมวล เพื่อสร้างกำไรในระยะยาว โดยไม่มีการเก็งกำไรราคายาง ไม่มีความเสี่ยงเรื่องขาดทุนจากราคาที่ผันผวน เพราะรับออเดอร์ล่วงหน้า และสต็อกสินค้าทันที ขอให้นักลงทุนและผู้ถือหุ้นสบายใจได้!!!