Oops! It appears that you have disabled your Javascript. In order for you to see this page as it is meant to appear, we ask that you please re-enable your Javascript!

KTAM ปันผลกองทุนกรุงไทย “หุ้นไฮดิวิเดนด์-ตราสารหนี้พลัส” ชนิดปันผล

KTAM ปันผลกองทุนกรุงไทย “หุ้นไฮดิวิเดนด์-ตราสารหนี้พลัส” ชนิดปันผล

HoonSmart.com>> บลจ.กรุงไทย เดินหน้าจ่ายเงินปันผลกองทุน “กรุงไทย หุ้นไฮดิวิเดนด์” อัตรา 0.30 บาทต่อหน่วย ดีเดย์ 11 ก.พ.นี้ ด้านกองทุน “กรุงไทยตราสารหนี้ พลัส ชนิดจ่ายเงินปันผล” จ่ายอัตรา 0.40 บาทต่อหน่วย วันที่ 14 ก.พ.ุ63

นางชวินดา หาญรัตนกูล กรรมการผู้จัดการ บริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุน กรุงไทย จำกัด (มหาชน) เปิดเผยว่า ที่ประชุมคณะกรรมการจัดการลงทุนของบริษัท มีมติจ่ายเงินปันผล 2 กองทุน ประกอบด้วย กองทุนเปิดกรุงไทย หุ้นไฮดิวิเดนด์ (KT-HiDiv) และ กองทุนเปิดกรุงไทยตราสารหนี้ พลัส ชนิดจ่ายเงินปันผล (KTFIXPLUS-D) ให้แก่นักลงทุน

กองทุนเปิดกรุงไทย หุ้นไฮดิวิเดนด์ (KT-HiDiv) รอบนี้เป็นการจ่ายเงินปันผลครั้งที่ 1/2563 สำหรับรอบระยะเวลาบัญชี วันที่ 1 กันยายน 2562 – 31 สิงหาคม 2563 ผลการดำเนินงานสิ้นสุด ณ วันที่ 31 ธันวาคม 2562 โดยบริษัทฯ กำหนดจ่ายเงินปันผลให้แก่ผู้ถือหน่วยลงทุนในอัตรา 0.30 บาทต่อหน่วย ในวันที่ 11 กุมภาพันธ์ 2563

กองทุนนี้เป็นกองทุนที่เน้นลงทุนในหลักทรัพย์ประเภทตราสารทุนของบริษัทที่จดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยที่มีปัจจัยพื้นฐานผลการดำเนินงานที่ดี มีประวัติการจ่ายเงินปันผลที่ดีสม่ำเสมอ และ/หรือมีศักยภาพในการจ่ายเงินปันผลในอนาคต โดยมีอัตราส่วนการลงทุนในหลักทรัพย์เหล่านี้โดยเฉลี่ยในรอบปีบัญชีไม่น้อยกว่าร้อยละ 80 ของมูลค่าทรัพย์สินสุทธิ

ส่วนกองทุนเปิดกรุงไทยตราสารหนี้ พลัส ชนิดจ่ายเงินปันผล (KTFIXPLUS-D) กำหนดจ่ายเงินปันผลครั้งนี้เป็นการจ่ายครั้งที่ 1/2563 สำหรับรอบระยะเวลาบัญชี วันที่ 1 มกราคม 2562 – 31 ธันวาคม 2562 ผลการดำเนินงานสิ้นสุด ณ วันที่ 31 ธันวาคม 2562 โดยบริษัทฯ กำหนดวันปิดสมุดทะเบียนพักการโอนหน่วยลงทุนในวันที่ 6 กุมภาพันธ์ 2563 และกำหนดจ่ายเงินปันผลให้แก่ผู้ถือหน่วยลงทุนในอัตรา 0.40 บาทต่อหน่วย ในวันที่ 14 กุมภาพันธ์ 2563

กองทุนดังกล่าวเน้นลงทุนในหลักทรัพย์หรือทรัพย์สินที่เกี่ยวข้องกับตราสารแห่งหนี้ และ/หรือเงินฝาก และ/หรือลงทุนในหลักทรัพย์หรือทรัพย์สินอื่นที่เสนอขายทั้งในและต่างประเทศ โดยกองทุนอาจพิจารณานำเงินไปลงทุนในต่างประเทศได้ไม่เกินร้อยละ 50 ของมูลค่าทรัพย์สินสุทธิของกองทุน และกองทุนจะเข้าทำสัญญาซื้อขายล่วงหน้า (Derivatives) โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อป้องกันความเสี่ยง (Hedging) จากอัตราแลกเปลี่ยนทั้งจำนวน